‘วิสุทธิ์’ ชี้องค์กรไม่แสวงกำไรรับเงินต่างชาติเรื่องปกติ เผย 10 ปี รบ.รับเฉียดแสนล้าน ‘ใครควรถูกตรวจสอบ?’ 

26.07.26 | 14:56 น.

‘วิสุทธิ์’ ชี้องค์กรไม่แสวงหากำไรรับเงินต่างชาติเป็นเรื่องปกติ เผย 10 ปี รัฐบาลรับเฉียดแสนล้าน ถาม ‘ใครควรถูกตรวจสอบ?’

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีการตั้งคำถามองค์กรที่ตรวจสอบการฮั้ว ส.ว. ว่ามีการรับเงินจากต่างประเทศว่า องค์กรสาธารณะที่รับเงินต่างประเทศมากที่สุดคือ “รัฐบาล” โดยตลอด 10 ปีที่ผ่านมารับเงินเฉียด 1 แสนล้าน ทั้งในรูปเงินให้เปล่า เงินกู้ การช่วยเหลือทางวิชาการ

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า เงินสนับสนุนจากต่างประเทศถือเป็นเรื่องปกติสำหรับองค์กรไม่แสวงหากำไร เพื่อผลักดันแนวคิดความรู้วิชาการ ในประเด็นที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งโลกเช่น สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ความเท่าเทียมทางเพศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายวิสุทธิ์ กล่าวด้วยว่า ความช่วยเหลือมีหลายรูปแบบทั้งเงินให้เปล่า เงินกู้ ความช่วยเหลือทางวิชาการ หน่วยงานรัฐอาจเป็นผู้รับเงินโดยตรง หรือตกลงให้ดำเนินการผ่านองค์กรอื่นที่คล่องตัวกว่า อาทิ องค์กรระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย หรือภาคประชาสังคมเมื่อรวมข้อมูลเปิดเผยจากแหล่งทุนสำคัญ จะพบว่าหน่วยงานรัฐได้รับเงินช่วยเหลือทั้งทางตรงและทางอ้อม ตลอดสิบปีที่ผ่านเฉียด 1 แสนล้าน โดยเป็นเงินให้เปล่าราว 6.5 พันล้านบาท และเงินกู้แบบมีเงื่อนไขราว 9 หมื่นล้าน

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ข้อมูลนี้ยังต่ำกว่าความเป็นจริงมาก เพราะกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้บันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยเงินให้เปล่า อาทิ จากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว 2.9 พันล้าน กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก 1.2 พันล้านบาท กองทุนสภาพภูมิอากาศของเยอรมนี 1.2 พันล้านบาท สหภาพยุโรป 959 ล้านบาท ธนาคารโลก 129 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายของทุนที่หลากหลายกันไป

นายวิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังรับเงินกู้อีกราว 9 หมื่นล้านบาท โดยโครงการขนาดใหญ่ อาทิ เงินกู้จากญี่ปุ่นเพื่อรับมือโควิดและพัฒนาเทคโนโลยี ประมาณ 16,100 ล้านบาท โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาและสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาจากธนาคารโลกระมาณ 4.5 พันล้านบาท และเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย และ AIIB ประมาณ 6.7 หมื่นล้านบาท

Advertisement

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการสร้างถนนและขยายสนามบินอู่ตะเภา ตัวเลขนี้ยังไม่รวมเงินสนับสนุนที่ไม่ได้บันทึกอย่างเป็นกิจจะลักษณะอาทิ โครงการขนาดเล็ก ทุนวิจัย ทุนการศึกษา ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขและมนุษยธรรม

“คำถามจึงไม่ใช่เรื่องรับเงินจากต่างประเทศหรือไม่ ไม่เช่นนั้นคนที่ควรถูกตั้งคำถามมากที่สุดก็คือรัฐบาล เพราะรับเงินต่างประเทศมากที่สุด แต่คำถามที่สำคัญคือควรเป็นว่าเงินช่วยเหลือใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ และสอดคล้องกับสิ่งที่เป็นประโยชน์สากลร่วมกันหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ความเท่าเทียม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” นายวิสุทธิ์ กล่าว