หน้าแรก การเมือง ทนายอั๋น หอบห...

ทนายอั๋น หอบหลักฐานให้ปชน. ชงยื่นอัยการสูงสุดส่งศาลรธน. เอาผิดพวกฮั้วส.ว.-กกต.

27.07.26 | 13:47 น.

‘ทนายอั๋น’ หอบหลักฐานยื่น ส.ส.พรรคประชาชน ชงอัยการสูงสุดส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ลากคอขบวนการฮั้ว ส.ว. ผิดมาตรา 49 พร้อมฟัน กกต.ผิดมาตรา 157 ‘พนิดา’ ย้ำเป็นหน้าที่ศาลพิสูจน์ถูกผิด กกต.แค่ต้องรวบรวมหลักฐานส่ง เรียกร้องคนมีข้อมูลส่งเพิ่มถึงวิปฝ่ายค้านได้ ด้าน ‘ภัณฑิล’ ย้ำต้องคุ้มครองพยาน ไม่ใช่ข่มขู่

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ยื่นหนังสือพร้อมหลักฐานในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ต่อ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน พร้อมด้วยนายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.กทม. พรรคประชาชน

นายภัทรพงศ์กล่าวว่า กรณีที่พรรคประชาชนร่วมกับภาคประชาชน ผู้สมัคร ส.ว.ทั่วประเทศ และ ส.ว.สำรอง ได้รวมตัวนำหลักฐานเกี่ยวกับการโกง หรือฮั้ว ส.ว. มาเปิดเผยต่อสาธารณชน ซึ่งปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะส่งศาลฎีกาไว้พิจารณาและพิพากษาหรือไม่ อย่างไร ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ตนในฐานะภาคประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ได้นำเรื่องนี้มายื่นให้พรรคประชาชน 2 ครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ทางพรรคอาจจะยังไม่สะดวกที่จะทำเรื่องนี้ แต่วันนี้เราเห็นตรงกันแล้วว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยง และมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าพฤติกรรมของกลุ่มฮั้ว ส.ว.กลุ่มนี้อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำเพื่อการล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ หรือเป็นการกระทำที่ขัดต่อความมั่นคงตามประมวลกฎหมายอาญา

นายภัทรพงศ์กล่าวต่อว่า ดังนั้น ถ้าเราจะเฝ้ารอการดำเนินการของ กกต.ว่า กกต.จะส่งหรือไม่ส่ง ต้องมาลุ้นเพียงเท่านั้น กับระยะเวลาที่เหลือประมาณ 2-3 เดือน คิดว่ามันอาจจะสายเกินไป วันนี้จึงมายื่นหนังสือให้กับพรรคประชาชนเพื่อพิจารณาว่าในระหว่างนี้เราจะทำอย่างหนึ่งอย่างใดได้หรือไม่ เพราะเห็นทุกอย่างแล้วว่านี่คือเครือข่ายที่เราไว้ใจไม่ได้ ขณะที่ กกต.ก็ไม่มีความโปร่งใส เราไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ กกต.ใน 2 ประเด็นนี้ จึงเห็นตรงกันว่าอาจจะไปยื่นสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าพฤติการณ์ของกลุ่มฮั้ว ส.ว. ตั้งแต่ระดับคนของรัฐบาล จนถึง ส.ว. หรือคนที่อยู่นอกสภาก็ดี ให้ดำเนินการกับพวกเขาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 หรือไปใช้สิทธิแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนในเรื่องของความมั่นคง เป็นต้น

นายภัทรพงศ์กล่าวด้วยว่า ส่วนหลักฐานนั้นจริงๆ ตนเคยเปิดเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นปี 2568 เชื่อว่าหลักฐานจำนวน 3,500 หน้าที่เคยนำเสนอให้ กกต. วันนี้ถึงมือนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และพรรคประชาชนแล้ว ส่วนในวันเลือก ส.ว.ระดับประเทศ มีการเก็บโทรศัพท์ ไม่มีใครจะเข้าถึงโทรศัพท์ได้แน่นอน แต่ในช่วงหลังเที่ยงคืน กลุ่มผู้สมัคร ส.ว.ในขณะนั้น ซึ่งวันนี้เป็น ส.ว.ตัวจริง ได้โทรหาบุคคลหลายคน เช่น หนึ่งในนั้นโทรหาเจ้าพ่อเขากระโดง เป็นต้น

Advertisement

นายภัทรพงศ์กล่าวต่อว่า ดังนั้น หลักฐานมีหมด ดีเอสไอมีแบบไหน กกต.มีแบบไหน ภาคประชาชนก็มีแบบนั้น อย่าถามหาคนที่นำข้อมูลมาให้ แต่ควรแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน อย่าบอกว่าเอกสารของ กกต.เป็นเอกสารลับชั้นราชการ ตนในฐานะคนที่ไปหาพยาน ทั้งพยานที่ปกปิดตัวตนและพยานที่กล้าเปิดหน้าต่างก็มาหาตน มีการรวบรวมหลักฐานด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเงิน รูปถ่าย เงินสด และหลักฐานอื่นๆ

นายภัทรพงศ์กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีมีการฟ้องกลับต่างๆ แล้วคดีนี้จะจบหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าเนื่องจาก กกต.อาจจะไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง อาจจะรอแอปเปิลเขียว แอปเปิลแดง เหมือนกับ ส.ว. ดังนั้น จึงเดาได้ยากว่าท้ายที่สุดแล้วผู้มีอำนาจที่อาจชักใย กกต.อยู่เบื้องหลังจะเอาอย่างไร ตามข่าวจะเห็นว่าอาจจะมีการปล่อย 20-30 คน ซึ่งเป็นคนที่มีเส้นทางการเงินชัด แต่ระบบเครือข่าย เงินมาจากไหน ไปไหน อย่างไร หรือคนอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เขาจะตัดออกหมด

นายภัทรพงศ์กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ภาคประชาชนก็มีหน้าที่ร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ พรรคประชาชน อดีตผู้สมัคร ส.ว. และ ส.ว.สำรองร่วมกันเขย่าว่าวันนี้ถ้ายังขืนจะกล้าทำตามผู้มีอำนาจก็รอติดคุกเลย ซึ่งตนได้ยกร่างคำร้องตามมาตรา 157 ที่จะเอาผิด กกต.ไว้แล้ว และจะเปิดเผยในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

ด้าน น.ส.พนิดากล่าวว่า หลังรับเรื่องแล้วจะมีการศึกษาสิ่งที่แนบมาทั้งหมดว่าจะนำไปทำอะไรต่อได้บ้าง และขอชวนทุกคนโฟกัสและส่งเสียงถึง กกต.ให้ดังขึ้นกว่าเดิม เพราะกฎหมายเลือกตั้งนั้น ผู้มีอำนาจส่งศาลได้คือ กกต. ส่วนข้อมูลที่ทนายอั๋นยื่นมา และที่เราทำเองนั้น จะดำเนินการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ นักวิชาการระบุในเวทีเสวนาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า กกต.ไม่มีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงจนสิ้นสงสัยก่อนพิจารณาส่งศาล แต่ กกต.มีหน้าที่เก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่สามารถรวบรวมได้จากชั้นไต่สวน

น.ส.พนิดากล่าวต่อว่า หากพึงเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ก็สามารถส่งศาลได้ทันที โดยให้อำนาจการพิสูจน์จนสิ้นสงสัยเป็นหน้าที่ของศาล ขณะนี้เรามีหลักฐาน พยานจากต้นทางที่ไปให้ปากคำกับ กกต. และดีเอสไอ ดังนั้น เรามีข้อมูลชุดเดียวกัน จึงขอให้ กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา

“ขอฝากไปยังพยานทุกคนที่ติดตามอยู่ เนื่องจากเรายังไม่ชัดเจนว่า กกต.จะสรุปเรื่องนี้ตอนไหน ซึ่งตามกรอบเวลาคือภายในเดือน ก.ย. แต่เราได้ข่าวมาว่าอาจจะมีการเคาะมติในช่วงต้นเดือน ส.ค. ดังนั้น ฝ่ายค้านก็ทำงานแข่งกับเวลาเช่นกัน พยานท่านใดที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ดังกล่าว มีหลักฐาน มีภาพ หรือมีวิดีโอที่อยากสื่อสารต่อสาธารณะ เนื่องจากกังวลว่าคดีนี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถส่งมาได้ที่วิปฝ่ายค้านได้เลย” น.ส.พนิดากล่าว

ขณะที่นายภัณฑิลกล่าวว่า ในส่วนของการฟ้องปิดปากภาคประชาชน โดยฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นั้น ต้องยืนยันว่าเป็นการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ คนสาธารณะอย่างนักการเมือง หรือนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ต้องชี้แจง ไม่ใช่มาฟ้องกลับให้เป็นภาระ รวมถึง กกต.ที่มาพูดในทำนองข่มขู่ ทั้งที่ กกต.มีหน้าที่จัดการเลือก ส.ว.ให้มีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา กลับจะมาคุกคามประชาชน

นายภัณฑิลกล่าวต่อว่า ฉะนั้น จึงต้องตั้งคำถามกลับไปยัง กกต.ว่าไม่เพียงละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ แต่กลับมาคุกคามประชาชนอีก ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ตนเรียกร้องว่าแท้จริงแล้วต้องคุ้มครองพยาน เพราะผู้ที่ออกมาก็หนักใจมากแล้ว บางรายถูกขู่ฆ่า ยังมาถูกฟ้องและถูกดำเนินคดีอีก ทั้งที่สิ่งที่ทำนั้นก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ และปกป้องผลประโยชน์ของทุกคน