ภคมน ชง 2 ข้อเสนอ ยกระดับท่าเรือระนอง-สงขลา บูมโลจิสติกส์ใต้ ประตูเชื่อมการค้าเอเชียใต้ ยันหน่วยงานรัฐศึกษาไว้หมดแล้ว ทั้งคุ้มค่า-งบ-เวลาดำเนินการ
จากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การยืนยันว่า รัฐบาลไม่พับโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ดำเนินการตามสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งตอนนี้เห็นว่าการทำ Missing Link หรือโครงการเชื่อมต่อรถไฟ จะทำให้การดำเนินการสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยความรวดเร็ว แล้วไปปรับปรุงท่าเรือทั้งสองฝั่ง ฉะนั้น เมื่อถึงเวลาอันควรและมีความจำเป็น หรือมีความเหมาะสมทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็สามารถนำขึ้นมาปัดฝุ่นได้ตลอดเวลานั้น
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน มีข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันยุทธศาสตร์พัฒนาท่าเรือและโครงข่ายโลจิสติกส์ภาคใต้ แทนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยระบุทางเฟซบุ๊กส่วนตัวดังนี้
แม้นายกฯบอกว่าจะไม่ล้มเลิก (คิด) โครงการแลนด์บริดจ์ แต่ผลสรุปผลการศึกษาของคณะคุณเอกนิติ สรุปว่า แลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่า
โดยยอมรับว่าโครงการมีความเป็นไปได้ในระดับต่ำ มีความเสี่ยงด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ภาระงบประมาณ การแข่งขันกับท่าเรือในภูมิภาค ตลอดจนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความเห็นที่ยังแตกต่างของประชาชน
นอกจากนี้ ยังระบุว่าหากโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้เดินหน้าต่อ รัฐบาลมีแนวโน้มผลักดันโครงการ Missing Link ภาคใต้แทน โดยมุ่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมต่อกับเส้นทางการค้าสู่ภาคเหนือและประเทศจีน เชื่อมโยงท่าเรือฝั่งตะวันออกกับท่าเรือระนอง พร้อมยกระดับท่าเรือระนองให้ใช้ศักยภาพได้เต็มที่ ผ่านการพัฒนาโครงข่ายรถไฟและการขนส่งทางบกให้เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ
ทิศทางนี้สะท้อนว่าแม้รัฐบาลเองก็เริ่มเห็นว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาคใต้ไม่จำเป็นต้องผูกอยู่กับโครงการแลนด์บริดจ์เพียงอย่างเดียว แต่สามารถต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ เพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างคุ้มค่าและมีความเสี่ยงต่ำกว่า
ซึ่งแนวทางนี้เป็นข้อเสนอที่ดิฉันอภิปรายมาโดยตลอดกว่า 3 ปี ว่าประเทศไทยยังมีทางเลือกในการพัฒนาภาคใต้ที่ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเดิมได้อย่างคุ้มค่ากว่า ใช้งบประมาณน้อยกว่า และสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ในระยะสั้นและระยะกลาง
จึงขอเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันยุทธศาสตร์พัฒนาท่าเรือและโครงข่ายโลจิสติกส์ภาคใต้ แทนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยประกอบด้วย
1.ยกระดับท่าเรือระนอง ให้เป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เชื่อมโยงเมียนมา เอเชียใต้ และมหาสมุทรอินเดีย ผ่านการขุดลอกร่องน้ำ ปรับผังเมือง พัฒนาโครงข่ายราง ถนน และสนามบิน ควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรมประมง แปรรูปอาหารทะเล และไบโอเทคการเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจในพื้นที่
2.ยกระดับท่าเรือสงขลา ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภาคใต้ตอนล่าง เชื่อมท่าเรือ รถไฟรางคู่ ด่านสะเดาแห่งใหม่ และเส้นทางการค้ากับมาเลเซีย รวมถึงเชื่อมต่อไปยังท่าเรือปีนัง เพื่อเสริมศักยภาพการค้าชายแดนและการส่งออกของไทย
ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ หากแต่เป็นแนวทางที่ผ่านการศึกษาของหน่วยงานรัฐไว้แล้ว ทั้งด้านความคุ้มค่า งบประมาณ และระยะเวลาดำเนินการ จึงควรได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อให้การพัฒนาภาคใต้เกิดขึ้นได้เร็วกว่า คุ้มค่ากว่า และตอบโจทย์เศรษฐกิจของประชาชนได้มากกว่าการเดินหน้าโครงการที่มีความเสี่ยงสูง



