หน้าแรก การเมือง คิกออฟ ‘บิ๊กด...

คิกออฟ ‘บิ๊กดาต้า’ อัพความสามารถแข่งขันปท.

30.07.26 | 12:00 น.

คิกออฟ ‘บิ๊กดาต้า’ อัพความสามารถแข่งขันปท.

หมายเหตุ นักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ร่างแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ พ.ศ.2568-2570 หรือร่างแผนยุทธศาสตร์บิ๊กดาต้า (Big Data)

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา

แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พ.ศ.2568-2570 ในความรับผิดชอบหลักของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เป็นหน่วยงานผู้จัดทำและร่วมขับเคลื่อน ผมมองว่า Big Data ถือว่าเป็นหลักการที่สำคัญ สามารถรวบรวมข้อมูลที่อัพเดต และเป็นข้อมูลที่สำคัญของประชาชนในแง่มุมต่างๆ อาทิ พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน พฤติกรรมการรักษาพยาบาล สามารถทำได้จริง และรวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วน จะทำให้รัฐบาลสามารถนำ Big Data เพื่อไปวางแผนทำนโยบายสาธารณะได้ตรงจุดตรงเป้า เช่น พฤติกรรมการบริโภคของคนจนหากมีข้อมูล Big Data ที่ถูกต้อง ก็จะนำไปแก้ปัญหาได้ถูกต้อง ตรงจุด ทั้งดีและไม่ดี รวมทั้งยังสามารถแยกแยะได้จากฐานข้อมูลที่มีการอัพเดต โดยหลักการหลายประเทศได้มีการใช้ข้อมูล Big Data ดำเนินนโยบายแก้ปัญหาให้กับประชาชน ส่วนประเทศไทยจะต้องมาดูว่า มีเจตจำนงอย่างไร ที่จะแก้ปัญหาให้กับประชาชน หรือหวังผลประโยชน์จากโครงการนี้

Advertisement

หากให้มองว่าเป็นครั้งแรกของประเทศที่จะผลักดันในเรื่อง Big Data ในเรื่องนี้ถือว่ามีมาแล้ว แต่ไม่ใช่ Big Data ที่ทันสมัย ในอดีตประเทศไทยมีสำนักงานสถิติแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่จัดเก็บข้อมูล แต่ความจริงข้อมูลไม่ค่อยตรงเท่าไหร่ ไม่อัพเดตและคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ทำให้แก้ไขปัญหายาก หากรัฐมนตรีที่รับผิดชอบมีความตั้งใจจริงๆ ไม่มีวาระซ่อนเร้น ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ดี แต่หากตัวรัฐมนตรีเอง มองเห็นผลประโยชน์กับผู้มาเสนอแผนดังกล่าว ในทางไม่สุจริต จะเกิดความเสียหายให้กับประเทศได้เช่นกัน

Big Data จะทำให้ลดปัญหาความซ้ำซ้อนของงานได้หรือไม่นั้น อยากให้มองในเรื่องเคสของคนยากคนจนกับบัตรสวัสดิการของรัฐ ผมเชื่อว่า Big Data ไม่มีข้อมูลเลย มีคนอ้างว่าจนมาลงทะเบียน แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครจนจริง หรือไม่จนจริง เกณฑ์ก็ชักเข้าชักออก แสดงว่าฐานข้อมูลของภาครัฐ
โดยเฉพาะกระทรวงการคลังล้มเหลว ทั้งที่ในความเป็นจริงคนต่างจังหวัด กำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็รู้ว่าใครจนจริงหรือไม่จน เห็นได้ชัดว่าความล้มเหลวเกิดขึ้นแล้ว หาก Big Data ต้องมีการประสานงานร่วมมือกันจริงๆ ไม่ใช่มี Big Data แล้วจะทำงานได้สำเร็จ แต่จะต้องรวบรวมปัญหาข้อมูลหลายฝ่าย เพื่อทำฐานข้อมูลที่ตอบโจทย์ปัญหาประเทศจริงๆ หรือประเทศจะต้องมีฐานข้อมูลและมีการอัพเดตสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เพื่อที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปกำหนดนโยบายได้

อาทิ คนกลุ่มไหนเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน พบข้อมูลคนเป็นแล้ว หรือคนกลุ่มไหนที่จะต้องเฝ้าระวัง หากมีข้อมูลแบบนี้แล้วใช้ได้จริงถือว่าเพียงพอ หากตรวจสอบข้อมูลกันจริงๆ จะพบว่ายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมบริโภคของคนไทย ที่เสี่ยงของการเป็นเบาหวาน แค่นี้ก็จบแล้ว ส่วนจะต้องเพิ่มบุคลากร 1.6 แสนคน มาดูแลในเรื่อง Big Data ผมมองว่าไม่มีความจำเป็น เพราะบุคลากรภาครัฐล้นเกินไปแล้ว ที่ประชาชนจะต้องเสียภาษีดูแล หากต้องเพิ่มบุคลากรอีกเป็นแสนคน สิ่งที่ตามมาคือ เงินเดือน สวัสดิการ ต้องดูแล ถ้าต้องการทำ Big Data จริงๆ ไม่ต้องเพิ่มอัตราคน 1 แสนคน แต่เอาบุคลากรที่ว่างงานมาการอัพสกิล (Upskill) หรือการพัฒนาทักษะที่มีอยู่แล้วให้เก่งและเชี่ยวชาญยิ่งขึ้นก็เพียงพอแล้ว ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการทำ Big Data แต่เมื่อมีการเสนอโปรเจ็กต์ออกมา หลายคนก็เอ๊ะกันอีกแล้ว

หากให้สำนักงานสถิติแห่งชาติมารับงานนี้ ผมมองว่าไม่รู้จะรับงานนี้หรือเปล่า เพราะทุกวันนี้ถือว่าเป็นฐานข้อมูล Big Data อยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยอัพเดต แต่หากว่ามีนโยบายในการปฏิรูปข้าราชการแล้ว และบังคับว่าจะต้องให้เป็นสำนักงาน Big Data ก็ได้ แทนที่จะให้กระทรวงดีอีไปรับผิดชอบ ผมเชื่อว่าสำนักงานสถิติแห่งชาติพร้อมประสานข้อมูลทุกกระทรวง กรม กอง ก็เพียงพอแล้ว อาทิ หากมีปัญหาในเรื่องสุขภาพ ปัญหาเรื่องความยากจน ไปที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ หากกระทรวงดีอี มารับผิดชอบจึงต้องย้อนกลับไปถามว่าแล้วมีสำนักงานสถิติแห่งชาติไว้ทำไม ทำให้หน่วยงานทำงานซ้ำซ้อนกันขึ้นมาอีก ซึ่งขัดกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนออกไป

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึง AI ขึ้นมาอีก ทำให้มองว่าไปเกี่ยวข้องกับ TH-AI Passport ที่มีปัญหาอีกหรือเปล่า ผมเคยพูดไปแล้ว หากนำ AI มาทำประโยชน์ให้กับสังคมถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ในความเป็นจริงเอา AI ไปใช้ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เหมือนกัน ส่วนจะช่วยเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เรื่องนี้หากมีข้อมูลที่จริงและดี มีการอัพเดต เชื่อว่าช่วยได้ทุกภาคส่วนที่ต้องการข้อมูล

แผนยุทธศาสตร์ Big Data สำหรับประเทศไทย ผมเชื่อว่าพร้อม หรือหากจะกล่าวว่าไม่พร้อมแต่ต้องทำ เชื่อว่ากล่าวไม่ผิดเหมือนกัน เพราะประเทศไทยยังขาดฐานข้อมูลที่ถูกต้องและอัพเดต ซึ่งมีผลต่อการกำหนดนโยบายของประเทศไม่ถูกต้องไปด้วย ทำให้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ถือว่าเรื่องนี้สำคัญและมีความจำเป็น แต่ขึ้นอยู่ที่ว่าจะใช้ให้เป็นประโยชน์กับประชาชน สังคม ประเทศชาติโดยรวมอย่างไร หากไม่ชัดเจน ก็จะเหมือนกับ TH-AI Passport หลายคนมองว่า หลักการดี เหตุผลดี แต่เอื้อให้กับกลุ่มทุนหรือคนใกล้ชิดกับนักการเมือง

ยุทธศาสตร์ Big Data ทุกหน่วยงานจะต้องมีการประสานงานร่วมมือกัน อาจจะยกระดับสำนักงานสถิติแห่งชาติเป็นหน่วยงานฐานข้อมูลระดับประเทศ หากให้กระทรวงดีอีเป็นคนทำ จะเป็นการตั้งหน่วยงานซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก และยังเพิ่มปัญหาอัตรากำลังกว่า 1 แสนคน ซึ่งไม่สอดคล้องกับทิศทางที่จะยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนของนายกรัฐมนตรี การที่หลายคนมองว่า Big Data เหมือนกับไม่มีอะไรที่ชัดเจน ในเรื่องนี้อยากให้ดูในเรื่องของการท่องในโลกโซเชียล เมื่อเราดูอะไรบ่อย สิ่งนั้นก็จะขึ้นมาให้ดูอีก นี่แหละคือการทำงานของ Big Data ในการจัดเก็บฐานข้อมูลจากการที่เข้าไปชม ซึ่งหากพบพฤติกรรมการบริโภคสื่อแบบนี้ ก็จะส่งข้อมูลมาให้ดูอีก การจัดเก็บฐานข้อมูลแบบนี้ หากนำไปใช้ประโยชน์จะเกิดผลดีมาก ในโลกสมัยใหม่ต้องยอมรับว่ารัฐบาลไม่สามารถบริหารงานได้เพียงลำพัง จะต้องมีการประสานงานความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีศักยภาพ ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม จะต้องร่วมด้วยช่วยกัน หากรัฐบาลต้องการทำ Big Data จริงๆ จะต้องเอา Google, Facebook เข้ามาร่วมด้วย แต่ยังมีจุดอ่อนในเรื่องความมั่นคงของประเทศซึ่งต้องระวังเหมือนกัน

ส่วนเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายมีความพร้อมหรือไม่ เพราะมีข้อมูลราชการรั่วไหลตลอดเวลา ต้องยอมรับว่าในโลกสมัยใหม่ในเรื่องสแกมเมอร์ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ กฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้ กฎหมายนั้นมีได้และเป็นเรื่องที่ดี แต่ในความเป็นจริงข้อมูลประชาชนรั่วไหลตลอดเวลา ทำให้มองกฎหมายไม่สามารถจัดการในเรื่องเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ เมื่อโลกเข้าสู่ข้อมูลดิจิทัล Big Data หากทำได้ถือว่าดี แต่หากมีวาระซ่อนเร้น เพียงแค่ให้บริษัทคนใกล้ชิดกลุ่มทุนของตัวเองได้ผลประโยชน์ จะทำให้ประเทศชาติเสียหายแน่ แต่หากทำกันจริงๆ สร้างความเชื่อมั่นให้กับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ให้กลายเป็นฐานข้อมูลหลัก และเชื่อมโยงข้อมูลกับส่วนต่างๆ ก็จะเกิดประโยชน์ อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับเจตจำนงว่า รัฐบาลมความจริงใจในเรื่องนี้แค่ไหน

หวังว่ารัฐบาลจะไม่นำ Big Data ไปแปรเป็นผลประโยชน์ทางการเมือง หรือผลประโยชน์ให้กับนักการเมือง กล่าวง่ายๆ หากนำข้อมูลไปพัฒนาประเทศจริงๆ มีประโยชน์ แต่หากนำฐานข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดถือว่าอันตราย อยากให้มองว่าวันนี้ฐานข้อมูลมีคนจน 19 ล้านคน หากต้องการทำให้หายจากความยากจน จะมีประโยชน์มหาศาล แต่ในทางการเมือง หากต้องการให้คนเหล่านี้ยากจนต่อไป เพื่อเป็นฐานคะแนนเสียง เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกัน

 

ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

 

การที่ประเทศไทยได้จัดทำ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พ.ศ.2568-2570 นับเป็นพัฒนาการที่สำคัญของการบริหารภาครัฐในช่วงเวลาที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) อย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าหลายประเทศจะลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและธรรมาภิบาลข้อมูลมาระยะหนึ่งแล้ว แต่การที่ประเทศไทยเริ่มกำหนดทิศทางระดับชาติอย่างเป็นระบบ ย่อมเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้การพัฒนาด้านข้อมูลของภาครัฐมีเป้าหมายร่วมกันมากกว่าการดำเนินงานแบบต่าง
หน่วยงานต่างทำที่ผ่านมา

ความสำคัญของร่างแผนฉบับนี้ไม่ได้อยู่ที่การจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสะท้อนให้เห็นว่า “ข้อมูล” กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการบริหารประเทศในศตวรรษที่ 21 คำถามจึงไม่ใช่ว่าประเทศไทยควรมี Big Data หรือไม่ ประเด็นคำถามสำคัญ คือ เพราะเหตุใด Big Data จึงกลายเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงแห่งชาติ ขีดความสามารถของรัฐ และศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในยุค AI

เมื่อกล่าวถึงความมั่นคงของรัฐ หลายคนอาจนึกถึงกำลังทหาร อาวุธ หรือการป้องกันพรมแดนเป็นลำดับแรก แต่ในโลกปัจจุบัน ความมั่นคงได้ขยายความหมายออกไปอย่างมาก ภัยคุกคามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสงครามระหว่างรัฐ หากยังรวมถึงการโจมตีทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูล โรคอุบัติใหม่ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ ความท้าทายเหล่านี้มีลักษณะร่วมกันประการหนึ่ง คือ รัฐไม่สามารถรับมือได้ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเวลา และน่าเชื่อถือเพื่อประกอบการตัดสินใจ

ความสำคัญของข้อมูลยิ่งทวีขึ้นเมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI เพราะ AI ไม่ได้สร้างคุณค่าขึ้นด้วยตัวเอง AI เรียนรู้จากข้อมูลที่ได้รับ คุณภาพของผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลเป็นสำคัญ การแข่งขันในยุค AI จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีอัลกอริทึมที่ล้ำหน้าที่สุดเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าใครสามารถบริหารจัดการข้อมูลได้ดีกว่า เมื่อข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ ประเด็นที่สำคัญ คือความสามารถของรัฐในการกำกับดูแล เชื่อมโยง และใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านั้นเพื่อประโยชน์สาธารณะ แนวคิด อธิปไตยเชิงข้อมูล (Data Sovereignty) จึงได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะในโลกที่ข้อมูลสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว อธิปไตยของรัฐไม่ได้หมายถึงการควบคุมดินแดนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความสามารถในการกำหนดกติกา คุ้มครอง และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ

การแข่งขันระหว่างประเทศในปัจจุบันจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้า หรือเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การแข่งขันเพื่อสร้าง ขีดความสามารถของรัฐ (State Capacity) ในการบริหารจัดการข้อมูล เพราะข้อมูลได้กลายเป็นรากฐานของการกำหนดนโยบายสาธารณะในแทบทุกมิติ ตั้งแต่สาธารณสุข การศึกษา การเกษตร การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคง รัฐที่มีข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมเข้าใจปัญหาได้แม่นยำกว่า จัดสรรทรัพยากรได้ตรงเป้าหมายกว่า และตอบสนองต่อวิกฤตได้รวดเร็วกว่ารัฐที่ข้อมูลยังคงกระจัดกระจายและแยกส่วน

หากพิจารณาในบริบทของประเทศความท้าทายสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการข้อมูลของภาครัฐที่ยังมีลักษณะแยกส่วน (Data Silos) ข้อมูลจำนวนมากยังถูกจัดเก็บอยู่ในหลายหน่วยงานโดยใช้มาตรฐานที่แตกต่างกัน การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานยังไม่สมบูรณ์ ขณะที่คุณภาพของข้อมูลระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นยังมีความเหลื่อมล้ำ ส่งผลให้ข้อมูลที่รัฐมีอยู่ไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของปัญหาได้อย่างครบถ้วน การกำหนดนโยบาย การจัดสรรทรัพยากร และการให้บริการสาธารณะจึงยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างเต็มศักยภาพ

ปัญหาของประเทศไทยในวันนี้จึงไม่ใช่ว่าเรามีข้อมูลมากพอหรือไม่ หากแต่คือเรามีความสามารถในการเชื่อมโยง บริหารจัดการ และเปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่ให้กลายเป็นขีดความสามารถของรัฐได้มากเพียงใด การจัดทำร่างยุทธศาสตร์ Big Data จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นความพยายามในการแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างดังกล่าว ผ่านการยกระดับมาตรฐานข้อมูล การเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ และการสร้างระบบนิเวศด้านข้อมูลที่เอื้อต่อการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ เชิงนโยบายมากยิ่งขึ้น

เมื่อพิจารณาจากมุมมองดังกล่าว จะเห็นได้ว่าร่างยุทธศาสตร์ Big Data ของประเทศไทยไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการมีแผนนโยบายด้านดิจิทัล แต่ควรเป็นความพยายามในการยกระดับขีดความสามารถของรัฐผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล สาระสำคัญของร่างแผนสะท้อนความพยายามในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ ส่งเสริมการใช้ข้อมูลเพื่อยกระดับบริการสาธารณะ สนับสนุนการประยุกต์ใช้ AI และพัฒนาบุคลากรด้านข้อมูล ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้าง รัฐที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven State) มากกว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ หากไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของบุคลากรภาครัฐควบคู่กันไป เพราะ AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่การตัดสินใจของมนุษย์ หากเป็นเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์และการกำหนดนโยบาย รัฐจึงจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ด้านข้อมูล AI และการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) เพื่อให้สามารถเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีคุณภาพได้อย่างแท้จริง การลงทุนด้านข้อมูลจึงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการจัดหาเทคโนโลยี หากต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน สถาบัน และวัฒนธรรมการใช้ข้อมูลควบคู่กันไป เพราะทั้งสามองค์ประกอบนี้ต่างหากที่จะทำให้ข้อมูลสามารถเปลี่ยนเป็นขีดความสามารถของรัฐได้อย่างยั่งยืน

จุดที่ควรจับตา คือการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ เพราะความสำเร็จของการสร้าง Data-driven State ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนด้านเทคโนโลยีเท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของสถาบัน กลไกธรรมาภิบาล กฎหมาย และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริหารจัดการข้อมูลของรัฐ นอกจากนี้ ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การกำหนดมาตรฐานข้อมูลร่วมกัน และการพัฒนาบุคลากรที่สามารถใช้ข้อมูลและ AI เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะท้ายที่สุดแล้ว AI อาจช่วยวิเคราะห์ข้อมูลได้ แต่การตัดสินใจเชิงนโยบายยังคงเป็นความรับผิดชอบของมนุษย์

นอกจากนี้ ความท้าทายสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ หากขาดกรอบ Data Governance ที่ชัดเจน หน่วยงานของรัฐอาจลังเลในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ส่งผลให้ข้อมูลยังคงกระจัดกระจายและไม่สามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลมีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ก็ยิ่งมีความสำคัญ เพราะการโจมตีหรือการรั่วไหลของข้อมูลอาจกระทบทั้งความเชื่อมั่นของประชาชนและขีดความสามารถของรัฐในการบริหารประเทศ

ความสำเร็จของร่างยุทธศาสตร์จึงไม่ควรถูกวัดจากจำนวนฐานข้อมูลที่จัดเก็บได้ หรือจำนวนระบบดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นอยู่ที่ความสามารถของรัฐในการสร้างระบบนิเวศด้านข้อมูลเพื่อยกระดับคุณภาพของการตัดสินใจ การจัดสรรทรัพยากร และการรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ของประเทศ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าข้อมูลจะถูกนำไปใช้และคุ้มครองอย่างเหมาะสมภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพราะเป้าหมายของ Big Data ไม่ใช่การสะสมข้อมูล แต่คือการเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นคุณค่าที่เกิดขึ้นจริงต่อการบริหารประเทศ ท้ายที่สุดแล้ว Big Data ไม่ใช่จุดหมายของการพัฒนา แต่เป็นเครื่องมือในการยกระดับขีดความสามารถของรัฐ ในศตวรรษที่ 21 การแข่งขันในยุค AI จึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครมีข้อมูลมากที่สุด หากคือการแข่งขันว่าใครสามารถเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นขีดความสามารถของรัฐได้ก่อน