หน้าแรก การเมือง วิปวุฒิ ยก 5 ...

วิปวุฒิ ยก 5 ข้อพิรุธ ฝ่ายค้านลุยคดีฮั้ว ส.ว. เชื่อหวังดิสเครดิต จี้สอบกลุ่มส้มด้วย แนะกกต.สอบใบเสร็จทางการเมือง

30.07.26 | 06:00 น.

วิปวุฒิ ยก 5 ข้อพิรุธ ฝ่ายค้านลุยคดีฮั้ว ส.ว. เชื่อหวังดิสเครดิต จี้สอบกลุ่มส้มด้วย แนะกกต.สอบใบเสร็จทางการเมือง ‘ปกรณ์’ รุกปฏิรูปราชการ ชงครม.ไฟเขียวยุบหน่วยงานซ้ำซ้อน สาขาส่วนกลางในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมยกเครื่องการปฏิรูประบบราชการท้องถิ่นครั้งใหญ่ ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณายุบเลิกการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐหลายแห่งตั้งหน่วยงานสาขาในจังหวัดต่างๆ ถือเป็นการทำงานที่ทับซ้อนอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่สำคัญการตั้งหน่วยงานลงไปลักษณะนี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินด้วย

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา บอร์ด ก.พ.ร. มีมติชัดเจนให้เปลี่ยนสภาพหน่วยงานเหล่านี้จากการเป็นสำนักงานสาขาไปสู่การใช้ระบบออนไลน์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาให้บริการประชาชนแทนการตั้งสำนักงานในภูมิภาค เพื่อปรับโครงสร้างระบบราชการให้กระชับ ลดความซ้ำซ้อน และเน้นการแก้ไขสิ่งที่ผิดกฎหมายให้ถูกต้อง โดยรัฐบาลมีแพ็คเกจรองรับบุคลากรที่ก่อนหน้านี้ถูกตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งต่างๆ ในภูมิภาค ทั้งการโอนย้ายกลับส่วนกลาง หรือเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดตามความสมัครใจ

“แท้จริงแล้วการตั้งหน่วยงานส่วนกลางไปอยู่ในพื้นที่ภูมิภาคนั้นไม่มีกฎหมายรองรับ เราจะเสนอให้ครม.ยุติบทบาทเหล่านี้ เพื่อกลับมาใช้ระบบออนไลน์แทนการเปิดสาขาจำนวนมากที่สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะตอนนี้โลกเปลี่ยนไป ความจำเป็นในการมีสำนักงานสาขาลดลงมาก สามารถใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จัดการงานเอกสารแทนคนได้ทันที และยังช่วยป้องกันการทุจริตได้ง่ายกว่าเดิมด้วยระบบตรวจสอบที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ” นายปกรณ์ กล่าวและว่า

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังอยู่ระหว่างพิจารณาการปฏิรูปโครงสร้างค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับท้องถิ่น หลังพบความเหลื่อมล้ำของฐานเงินเดือน และสวัสดิการที่กระทบต่อระบบราชการส่วนกลางอย่างมาก เนื่องจากฐานรายได้ไม่อิงกับมาตรฐานเดียวกัน ล่าสุด พบข้อมูล ปลัดเทศบาล และปลัด อบต. หลายพื้นที่ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนสูงกว่าปลัดกระทรวง ซึ่งมีภาระหน้าที่ดูแลนโยบายและกิจกรรมสำคัญครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ ความไม่เป็นธรรมนี้ เกิดจากการที่อปท.มีอิสระในการกำหนดเกณฑ์รายได้ของตนเองโดยไม่ล้อเกณฑ์ของสำนักงาน ก.พ. เหมือนข้าราชการส่วนกลาง รัฐบาลจึงเตรียมมอบหมายกรมบัญชีกลางจัดทำระบบบัญชีกลางเพื่อควบคุมมาตรฐานการทำงานและการใช้จ่ายงบประมาณท้องถิ่นให้มีความคุ้มค่าโปร่งใสตามนโยบายบริหารราชการแผ่นดินยุคใหม่

นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวกรณีที่มีนักวิชาการออกรายการทีวีกล่าวท้าทายว่า หากกลุ่ม “สว.ส้ม” ทำผิดหรือโกงการเลือกตั้ง สว. ก็ให้ไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ระบุว่า ความจริงแล้วต่อให้ไม่มีผู้ร้อง กกต. ก็มีอำนาจตามกฎหมายในการเริ่มสืบสวนหรือไต่สวนได้เองแม้ไม่มีผู้ร้องเรียน หากมีเหตุอันควรสงสัยหรือมีข้อมูลปรากฏว่าการเลือกตั้งอาจไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยยกฐานกฎหมายสำคัญตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 41 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการไม่ว่าโดยทางใด ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งหรือผู้กล่าวหาหรือไม่… คณะกรรมการมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้มีการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานโดยพลัน”

Advertisement

หาก กกต. เห็นกรณีการนัดชุมนุมของกลุ่ม “สว.ประชาชน” หรือ “สว.สีส้ม” กกต. ย่อมมีอำนาจสืบสวนไต่สวนผู้สมัคร 300 คนที่มาร่วมชุมนุม ว่าใครเป็นคนจ่ายค่าจัดเลี้ยง ค่าเช่าห้องประชุม ค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถ มีคนจ่ายให้หรือไม่ ฯลฯ และสามารถสืบสวนไต่สวนได้ว่า สว.กลุ่มท่านเช่น ท่านเทวฤทธิ์หรือท่านอาจารย์นันทนาได้รับการเลือกมาเป็น สว.มาตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงมาระดับประเทศ มีกระบวนการฮั้ว(โกง) หรือไม่ หากกกต.อยากให้คำร้องก็ยินดีจะจัดให้เนื่องจากมีหลักฐานพร้อม

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ส.ว.ฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา กล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านเรียกร้องเรื่องคดีฮั้ว ส.ว. 2 สัปดาห์ติดต่อกันแล้ว โดยชี้นำสังคมว่า สว.ปัจจุบันมาอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ใช้คำว่าฮั้ว โกง ทุจริต เพื่อด้อยค่า ดูถูกดูแคลน สว.ชุดนี้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ คือ พยายามกดดัน แทรกแซงการทำงานของกกต.ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของสว.ที่ถูกกล่าวหา 138 ท่าน

“สิ่งที่จะให้เห็นชัดๆ อาจต้องเรียกว่าใบเสร็จทางการเมือง คือ คำสั่งแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วยของ สว.โดยเฉพาะอดีตผู้สมัคร สว.มาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญของ สว.หลายๆท่าน กกต.ควรตั้งกรรมการสอบว่ามีการตกลงกัน มีการให้ หรือ สัญญาว่าจะให้หรือไม่ ตามมาตรา 77 ทำไมไอลอว์ไม่ลองแกะดูว่าผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการของแต่ละสว. เคยเป็นอดีตผู้สมัคร สว.หรือไม่ ผมมองประเด็นที่พรรคประชาชนหรือพรรคฝ่ายค้านมาตี 5 ประเด็น คือ ต้องการจัดกิจกรรม ทำเป็นลักษณะขบวนการ นำบุคคลที่เคยเสียประโยชน์ ไม่ได้รับแต่งตั้งจาก สว.ปัจจุบัน กลุ่มบุคคลต่างๆ ไม่ว่าจ สว.สำรอง อดีตผู้สมัคร มีการพูดถึงหลักฐาน คลิปต่างๆ มีเส้นเงิน มีตั๋วเครื่องบิน มีแผนผังต่างๆ ถามพรรคฝ่ายค้านว่า หลักฐานได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ สอดคล้องกัน หรือ บิดเบือนไปจากสำนวนการสอบสวนของ กกต.

“ทำไมฝ่ายค้านเปลี่ยนคำว่าฮั้วเป็นโกง เพราะก่อนการเลือกตั้ง คุณจัดงานแจกริสแบนด์ เข้าไปร่วมประชุม มีการตกลงอะไรกันในนั้นหรือไม่ เพราะทุกคนถูกยึดมือถือ ย้อนกลับไปใบเสร็จทางการเมือง หนังสือที่แต่งตั้งผู้เชี่ยว ผู้ชำนาญของ สว. แต่ละคนมีการตกลงกันหรือไม่ คุยกันมาก่อนหรือไม่ว่าถ้าใครได้เป็นแล้วคนนั้นจะได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ชำนาญของสว. พยานในคดีที่เปิดเผยให้การกับกกต.ตรงกับที่พูดในกิจกรรมรัฐสภาหรือสัมภาษณ์ตามสื่อมวลชนหรือไม่”