หน้าแรก การเมือง ชวลิต วิชยสุท...

ชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตขรก.บำนาญมท.ยื่นหนังสือส.นักปกครองแห่งประเทศไทย ดันระบบคุณธรรม หยุดวิกฤตศรัทธาในมท.

31.07.26 | 19:56 น.

“ชวลิต วิชยสุทธิ์”  อดีตขรก.บำนาญมท.ยื่นหนังสือ สมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย ผลักดัน “ระบบคุณธรรม” หยุดวิกฤตศรัทธาในกระทรวงมหาดไทย ย้ำข้อเสนอนี้ไม่ได้ขออำนาจให้ผู้ว่าฯ ขอแค่ระบบคุณธรรมคืนมหาดไทย เท่านั้น

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตข้าราชการบำนาญกระทรวงมหาดไทยได้หนังสือต่อนายสุจริต ปัจฉิมนันท์ นายกสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย ที่ สมาคมฯ อาคารกองบัตรประจำตัวประชาชน ถนนนครสวรรค์ วังไชยา นางเลิ้ง กทม. นำข้อเรียกร้องของอดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการบริหารงานบุคคลทั้งการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนระดับในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ ตลอดจนการสอบเข้ารับราชการ และการสอบเลื่อนระดับ ให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม(Merit system) ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 76 วรรคสอง และวรรคสาม บัญญัติรับรองไว้

นายชวลิต กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย ที่จดทะเบียนไว้ ข้อ 1 ความว่า
“เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนการบริหารงานบุคคล โดยให้เป็นไปตามหลักความรู้ ความสามารถ และหลักคุณธรรม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่สมาชิก”วันนี้ทราบว่ามีการประชุมคณะกรรมการสมาคม ฯ จึงเดินทางมายื่นข้อเรียกร้องดังกล่าว เพื่อขอให้คณะกรรมการสมาคม ฯ พิจารณาเสนอความเห็นไปยังกระทรวงมหาดไทยเนื่องจากในปัจจุบันเกิดวิกฤตศรัทธาในการบริหารงานบุคคลในกระทรวงมหาดไทยที่ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม (Merit System) ส่งผลให้ข้าราชการส่วนใหญ่ขาดขวัญ กำลังใจในการปฏิบัติราชการ ประกอบกับขณะนี้ใกล้เวลาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำปี หากไม่นำความเห็นที่จะเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงมหาดไทยโดยส่วนรวม รัฐบาลก็จะเสียโอกาสที่จะรับเสียงสะท้อนที่จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

นายชวลิต กล่าวว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายการบริหารงานบุคคล ฯ ดังกล่าวนี้ ได้รวบรวมความเห็น ข้อเสนอแนะจากอดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทยชั้นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ ระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด ลงไปถึงระดับผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ มั่นใจได้ว่า ไม่มีอคติใด ๆ กับภาคส่วนใด และมิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ทางการเมืองแต่อย่างใด มีวัตถุประสงค์หลัก คือ ฟื้นฟูระบบคุณธรรม (Merit System) ในการบริหารงานบุคคลในกระทรวงมหาดไทยให้กลับคืนมา เพื่อสร้างขวัญ กำลังใจแก่ข้าราชการที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ และปรับปรุงการบริหารระดับจังหวัดและอำเภอโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางเป้าหมายในการทำงานเพื่อ สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนที่จะได้รับความเป็นธรรมในการปฏิบัติราชการสืบไป

Advertisement

โดยข้อเสนอนี้ฉบับนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ นั้น กฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินได้กำหนดหน้าที่และอำนาจไว้ให้ทำหน้าที่ 2 ประการสำคัญคือในฐานะผู้แทนรัฐบาลประจำพื้นที่ที่มีหน้าที่นำนโยบายของรัฐบาลไปปฎิบัติในพื้นที่เพื่อให้เกิดผลดีแก่ประชาชน รวมทั้งทำหน้าที่ประสานงานกับส่วนราชการต่าง ๆเพื่อปฎิบัติงานตามนโยบายหรืองานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไปดำเนินการในพื้นที่จังหวัดด้วยและอีกฐานะหนึ่งเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยที่มีหน้าที่ปฎิบัติงานตามที่กฎหมายในส่วนของกระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ เช่นกฎหมายทะเบียนราษฎร กฎหมายสัญชาติ รวมทั้งมีหน้าที่และอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่ด้วย

อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมานั้น การแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอกลับถูกแทรกแซงจากกลุ่มการเมืองต่างๆ ทำให้การแต่งตั้ง โยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ไม่ได้คำนึงถึงความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ รวมทั้งในช่วงที่ผ่านมามีการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอถี่มาก ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอไม่ได้ทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดบางรายที่ถูกแต่งตั้งมาในระยะๆหลังก็ไม่เคยผ่านงานการเป็นนายอำเภอหรือไม่เคยทำงานในส่วนภูมิภาคหรือในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ชายแดนมาก่อน ทำให้ไม่มีความรู้ ความเข้าใจสภาพปัญหาของพื้นที่ เมื่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสาธารณภัย หรือปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชน จึงยิ่งทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ

และแม้ว่าหลังการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ประเทศไทยจะมีการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินมาครั้งหนึ่งตั้งแต่ปี 2545 โดยมีการตั้งกระทรวงเพิ่มขึ้นจากเดิม 14 กระทรวง เป็น 20 กระทรวงรวมทั้งมีการตั้งหน่วยงานของรัฐใหม่ที่เรียกชื่ออย่างอื่นอีกหลายหน่วยงาน และมีการยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครอบคลุมทั่วประเทศ จำนวน 6,397 แห่ง ทำให้ประเทศไทยมีจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากที่สุดในโลก ซึ่งการปฎิรูปการบริหารราชการแผ่นดินดังกล่าว เป็นเพียงการปฏิรูปที่เน้น “การขยายสายบังคับบัญชาตามภารกิจของกรมหรือหน่วยงานราชการ”เท่านั้น ไม่ใช่การปฏิรูปเพื่อประชาชน ส่งผลให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ อยู่ในสภาวะต่างคนต่างทำ โดยยึดถือภารกิจเฉพาะตามสายงานของแต่ละกรมหรือของหน่วยงานตนเองส่งผลให้การทำงานในพื้นที่หรือในระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นผู้รับผิดชอบ ก็ขาดกลไกการประสานงานหรือการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆในจังหวัด

จึงยิ่งทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้
นายชวลิต ฯได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวอีกว่า ข้อเสนอครั้งนี้ไม่ใช่การเสนอให้รวบอำนาจจากส่วนราชการต่างๆในจังหวัดให้มาอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอแต่อย่างใดและไม่ใช่ข้อเสนอให้เพิ่มจำนวนข้าราชการหรือขอตำแหน่งใหม่หรือตั้งหน่วยราชการใหม่เพิ่มขึ้นให้เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินอีกต่อไป
แต่เป็นข้อเสนอขอให้คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมีมติยกฐานะคณะกรมการจังหวัด เป็นศูนย์บูรณาการงานบริการประชาชนประจำจังหวัด” (Provincial Operation Center – POC)

และให้หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดของตนเองที่ไปปฎิบัติราชการที่มีที่ตั้งอยู่ในจังหวัดทุกหน่วยงาน ยกเว้นหน่วยงาน ศาล อัยการ ทหารและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้ทำหน้าที่ปฎิบัติราชการแทนรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดีในส่วนกลาง ในการบริหารงานของส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น งานพัฒนาพื้นที่ งานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ และงานการอนุมัติ/อนุญาต ตามกฎหมายเกี่ยวกับงานบริการประชาชนที่กำหนดไว้ให้สามารถดำเนินการได้ โดยให้ส่วนราชการหลายๆหน่วยพิจารณาตัดสินใจร่วมกัน ในที่ประชุมศูนย์ฯ ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อให้งานการบริหารงานของรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดหรืองานบริการประชาชน จะได้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอำนวยความสะดวกประชาชนกำหนดไว้และเป็นไปตามนโยบายบริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จ
(one stop service)และสอดรับกับนโยบายการปฎิรูประบบราชการและลดกำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รัฐบาบกำลังจะดำเนินการอยู่แล้วนั่นเอง

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย อาจถอดบทเรียนจากการบริหารสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 (COVID-19 Integrated Model) ซึ่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ ได้กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อ ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการทุกกระทรวงในจังหวัด ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ประสบความสำเร็จมาแล้ว

ในส่วนของการบริหารงานบุคคลนั้น นายชวลิตและคณะ ได้เสนอให้มีการกำหนดคุณสมบัติของข้าราชการที่จะได้รับการแต่งตั้ง หรือโยกข้าราชการประจำปีในเดือน สิงหาคม- กันยายน 2569 นี้โดยผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งจะต้องเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่เคยทำหน้าที่หัวหน้าส่วนราชการในระดับอำเภอหรือจังหวัดมาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปีและต้องดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดมาไม่น้อยกว่า 2 ปีด้วย เพื่อให้ได้บุคคลที่มีทั้งความรู้ ความสามารถและมีประสบการณ์ในพื้นที่ภูมิภาคมาก่อนเป็นระยะเวลาพอสมควรก่อนที่ตนเองจะต้องไปทำหน้าที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำหน่วยงานในส่วนภูมิภาคและอยู่ใกล้ชิดกับปัญหารวมทั้งประชาชนในพื้นที่ จึงต้องมีคุณสมบัติแตกต่างจากหัวหน้าส่วนราชการอื่นหรือข้าราชการบริหารระดับสูง(ระดับ 10)ทั่วไปด้วย