หน้าแรก การเมือง วาระร้อนสิงหา...

วาระร้อนสิงหาฯ เขย่าการเมืองเดือด ท้าทายครม.สีน้ำเงิน

1.08.26 | 12:55 น.

ข้าสู่เดือนสิงหาคม นอกจากรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเดินหน้าบริหารประเทศเข้าสู่เดือนที่ 4 ของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นแกนนำแล้ว 

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะเปิดสมัยสามัญประจำปี2569 ครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคมเป็นต้นไป ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านสามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและคณะรัฐมนตรีได้ด้วย

ผ่านหลายเรื่องร้อนที่อยู่ในมือการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะครบกำหนดไทม์ไลน์การตรวจสอบในแต่ละเรื่อง ได้แก่ การตรวจสอบฮั้วเลือก ส.ว. ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน ตามกรอบ 90 วัน ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ 

ภายหลัง กกต.ได้รับข้อมูลการไต่สวนคำร้องฮั้วเลือก ส.ว. ของอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เสนอให้เอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง 229 คน ส่วนอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 เสนอว่าทั้ง 229 คน ไม่ได้กระทำความผิด 

ขณะที่ความเคลื่อนไหวการตรวจสอบคำร้องฮั้วเลือก ส.ว.คู่ขนานไปกับ กกต. ผ่านบทบาทของ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) จับมือกับ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการเปิดข้อมูล ผ่านเวที “ครบรอบ 2 ปีเลือก ส.ว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว ส.ว.ภาค 2” ชี้ให้เห็นข้อมูล หลักฐาน ไล่ตั้งแต่การวางแผน การจัดตั้งคนลงสมัคร การรวมตัวทำโพย การเลือกตามโพย ไปจนถึงการเลือกประธานวุฒิสภา พาดพิงไปถึงรัฐมนตรี และ ส.ส.พรรค ภท.รวม 9 คน 

Advertisement

จนแกนนำพรรค ภท.ต้องออกโรงผ่าน “ศุภชัย ใจสมุทร” ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรค ภท. เดินหน้าเรียกร้องให้ กกต.ตรวจสอบพฤติกรรมของคณะก้าวหน้า ร่วมกับไอลอว์ จัดกิจกรรมรณรงค์ให้คนมาสมัครเลือก ส.ว.ว่าเข้าข่ายฮั้วเลือก ส.ว.หรือไม่ 

คดีฮั้วเลือก ส.ว. แม้ฝ่ายค้านและภาคประชาสังคม ต้องการให้ กกต. ส่งข้อมูลการไต่สวนทั้ง 229 คน ไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์กันในชั้นศาลฎีกา แต่จุดเริ่มต้นคดีฮั้วเลือก ส.ว.ในชั้นศาลฎีกา จะต้องผ่านคำวินิจฉัยของ กกต.ว่าจะชี้มูลความผิดบุคคลใดบ้าง ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าอาจมีการดำเนินการเอาผิดเพียงแค่ ส.ว.บางกลุ่มในรายสีน้ำเงินอ่อนประมาณ 40 ราย เพื่อลดแรงกดดันและคดีความที่อาจจะมีผู้ร้องเอาผิด มาตรา 157 ในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อ กกต. 

อกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนการตรวจสอบขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นกว่า 6,669 อัตรา ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มีมูลค่าความเสียหายเกือบ 5 พันล้านบาท เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองท้องถิ่น เอกชน รวมถึงกลุ่มผู้เข้าสอบจำนวนมาก 

โดยคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เตรียมลงนามยกเลิกบัญชีบรรจุแต่งตั้งข้าราชการในส่วนที่มีปัญหา คือ การแก้ไขคะแนนกระดาษคำตอบ ข้าราชการที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว จำนวน 5,925 ราย ที่กระจายอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการดำเนินคดีอาญาของกองบังคับการปราบปราม กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งอดีตอธิบดี สถ. ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กลุ่มบุคคล 11 คน ที่ร่วมกันแก้ไขคะแนนสอบภายในบ้านพัก จ.นนทบุรี ที่จะขยายผลผ่านพยานหลักฐาน เส้นทางเงินไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังที่ใหญ่กว่าข้าราชการประจำหรือไม่ 

ซึ่ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศเดินหน้า 7 แอ๊กชั่น แก้ปัญหาขบวนการทุจริตสอบทุจริตท้องถิ่น โดยยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” เดินหน้าเอาผิดกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่าไม่มีมวยล้มต้มคนดู 

ณะเดียวกันยังมีกระแสข่าวเกิดรอยร้าวระหว่างระดับนำของพรรค ภท. ระหว่าง 2 น. กับ 1 พ. จนนายกรัฐมนตรีต้องออกมาโพสต์ภาพถ่ายย้ำความสัมพันธ์ร่วมกับ “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่พรรค ภท. “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่าการทำงานร่วมกันของ ครม.เป็นไปด้วยความราบรื่น พร้อมกับสยบข่าวการจับขั้วแข่งตั้งรัฐบาลผ่านดีลโมนาโก ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม กับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ว่าไม่เป็นความจริง เชื่อมโยงกับกระแสข่าวการปรับ ครม. พุ่งเป้าไปที่รัฐมนตรีกลุ่มโลกลืม ไร้ผลงานที่จับต้องได้ ต้องเร่งเดินหน้าสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชน เพื่อให้ผ่านการประเมินผลของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ที่ประกาศใช้ Anutin PI แทนการใช้เคพีไอ วัดผลงานของรัฐมนตรี 

โดยมีหลายเรื่องที่รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาให้มีความคืบหน้า ทั้งการปฏิรูปราชการไม่ให้มีผลกระทบต่องบประมาณของประเทศ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย 

ตลอดจนการยุติโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ตามผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีการคลัง นั่งเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาฯ 

พร้อมกับเสนอให้ดำเนินโครงข่ายรถไฟ (Missing Link) ซึ่งโครงการรถไฟทางคู่ ชุมพร-ท่าเรือระนอง เพื่อเชื่อมโยงการค้าฝั่งอ่าวไทยและอันดามันแทน ซึ่งจะตอบโจทย์และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 

ารเดินหน้าของรัฐบาลอนุทิน ทั้งการแก้ปัญหาทุจริตขบวนการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของกระทรวงมหาดไทย หากสามารถแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้จริงจัง ชัดเจน สาวถึงต้นตอขบวนการ เอาผิดทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นระดับใดพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าไม่มีการตัดตอนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่เป็นมวยล้มต้มคนดู จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสของรัฐบาลพรรค ภท.ให้กลับมาดีขึ้น 

หลังมีหลายข้อครหาในทางลบเชื่อมโยงกับพรรคสีน้ำเงิน ทั้งกรณีแชตช่วยสีน้ำเงินด้วย ตลอดจนกรณีฮั้วเลือก ส.ว. ที่ควรต้องไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ที่ถูกกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลฎีกา 

แต่หากผลการแก้ปัญหาผ่านหลายเรื่องร้อนที่เชื่อมโยงกับพรรค ภท.ออกมาในทางตรงข้าม ทำให้สังคมและประชาชนรับรู้ได้ว่าเป็นการตัดตอน เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องและเครือข่ายทางการเมือง ย่อมจะยิ่งฉุดความเชื่อมั่นต่อการเดินหน้าบริหารประเทศให้ยากขึ้นนับจากนี้