‘ฝ่ายค้าน’ เตรียมจัดกิจกรรมเปิดหลักฐานคดีฮั้วสว. ภาคพิเศษสื่อสารตรงถึง กกต. 4 ส.ค.นี้ รับ ต้องทำงานแข่งเวลา แย้ม หากยกคำร้องทั้งหมด-ตัดตอนบางรายส่งศาล ต้องดูเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ และรองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเปิดข้อมูลหรือหลักฐานเพิ่มเติมในคดีฮั้ว ส.ว.ต่อจากนี้ ว่า เราจะเดินหน้าเปิดข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพราะหลังจากจัดกิจกรรมครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ไป ก็มีพยานส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการผลักดันเรื่องนี้เข้ามาเป็นจำนวนมาก
น.ส.พนิดากล่าวต่อว่า โดยในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ เราจะมีการจัดกิจกรรมภาคพิเศษ ที่จะเป็นการสื่อสารถึง กกต. โดยจะเป็นการเปิดหลักฐานเกี่ยวกับความผิดปกติในการดำเนินการของ กกต.ต่อเรื่องนี้ ซึ่งจะเป็นภาพรวมทั้งหมด โดยจะมีตัวพยานบุคคลและวิทยากรร่วมขึ้นเวทีเหมือนครั้งที่ผ่านมา
น.ส.พนิดากล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เราต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะการตัดสินใจเป็นของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เป็นองค์กรอิสระ ซึ่งเราไม่สามารถใช้อำนาจรัฐไปแทรกแซงอะไรได้ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือเปิดเผยข้อมูลที่เราได้รับจากพยานและผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อนำไปสู่การไขข้อสงสัยและเปิดเผยข้อเท็จจริงในคดีการฮั้ว ส.ว.
เมื่อถามว่า มีความกังวลอะไรหรือไม่ น.ส.พนิดากล่าวว่า มีความกังวลว่า กกต.จะไม่ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และเลือกที่จะไม่ส่งสำนวนไปศาล ซึ่งเป็นเรื่องที่เรากังวลมากที่สุด เหมือนกับที่เราเคยบอกว่าความเป็นไปได้มี 3 ทางคือ 1.ส่งสำนวนทั้งหมดไปที่ศาลตามมติของอนุไต่สวนชุดที่ 26 แต่ต้องยืนยันว่า กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ที่จะพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อนแล้วค่อยส่งศาล แต่ กกต.มีหน้าที่คือ เมื่อมีการไต่สวน เมื่อเก็บข้อมูลหลักฐานมาเรียบร้อยแล้ว พบว่ามีเหตุพึงเชื่อได้ว่ามีเหตุกระทำความผิดเกิดขึ้น ต้องส่งให้ศาล ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ กกต.จะไม่ส่งสำนวนทั้งหมดไปที่ศาล 2.ยกคำร้องทั้งหมด และ 3.เลือกตัดตอนส่งแค่บางคน ใครเป็นน้ำเงินอ่อนก็ส่งไป ตัดตอนบางราย ปล่อยให้ศูนย์กลางอำนาจรอดจากการเป็นผู้ถูกกล่าวหาในกรณีนี้
เมื่อถามว่า หาก กกต.เลือกที่จะส่งสำนวนไปที่ศาลแค่บางราย หรือยกคำร้องทั้งหมดเลย พรรคประชาชนจะมีแนวทางในการดำเนินการต่ออย่างไรบ้าง น.ส.พนิดากล่าวว่า แนวทางในการดำเนินการต่อมีหลายทาง แต่ต้องมาดูว่าจากข้อมูลหลักฐานที่เรามีนั้น ทำให้เราเห็นว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หรือมีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ซึ่งจะต้องมีการใช้กระบวนการทางกฎหมายต่อ



