หน้าแรก การเมือง วีระยุทธ ชี้ ...

วีระยุทธ ชี้ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คือโจทย์ใหญ่ปชน. ต้องสร้างความเชื่อมั่นพรรคพร้อมเป็นรัฐบาล-ทางเลือกใหม่ของปท.

2.08.26 | 18:08 น.

วีระยุทธ ชี้ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คือโจทย์ใหญ่ปชน. ต้องสร้างความเชื่อมั่นพรรคพร้อมเป็นรัฐบาล-ทางเลือกใหม่ของประเทศ

 

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 1-2 สิงหาคม ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา พรรคประชาชนจัดงานสัมมนา สส. และเครือข่ายสมาชิกพรรคประชาชน โดยภายในงานมีการหารือเกี่ยวกับปัญหา กระบวนการทำงาน รวมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรคในอนาคต

โดยในช่วงหนึ่งของงานสัมมนา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเปิดวงสัมมนาเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ โดยเนื้อหาหลักเป็นการทบทวนพัฒนาการของการเมืองไทยในแต่ละช่วงเวลา เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจที่พรรคกำลังเผชิญ และตั้งคำถามถึงบทบาทของพรรคประชาชนในทศวรรษต่อไป ว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในแต่ละทศวรรษสะท้อนการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจที่แตกต่างกัน โดยในช่วงทศวรรษ 2530 อำนาจทางการเมืองเริ่มเคลื่อนจากกองทัพเข้าสู่ระบบรัฐสภาและเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นมากขึ้น

นายวีระยุทธ กล่าวว่า แม้กระบวนการดังกล่าวจะมาพร้อมกับความรุนแรงและการแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้น ต่อมาในทศวรรษ 2540 การขึ้นมาของพรรคไทยรักไทยและรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ทำให้การเมืองระดับชาติสามารถเชื่อมโยงกับประชาชนระดับฐานรากผ่านนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์และหัวคะแนนแบบเดิม

Advertisement

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ความสำเร็จทางการเลือกตั้งและนโยบายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับเครือข่ายอำนาจดั้งเดิมโดยโครงสร้าง แม้ในช่วงเริ่มต้นอาจไม่ได้ตั้งใจเข้าไปเผชิญหน้ากับกลุ่มอำนาจดังกล่าวโดยตรงก็ตาม ต่อมาในทศวรรษ 2550 การเมืองไทยเข้าสู่ช่วงของความพยายามประนีประนอมระหว่างฝ่ายต่างๆ ก่อนจะนำไปสู่รัฐประหารและการก่อตัวของโครงสร้างอำนาจที่เรียกว่า ‘ระบอบประยุทธ์’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงอำนาจของกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงบทบาทของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายของประเทศ

นายวีระยุทธ กล่าวด้วยว่า ในทศวรรษ 2560 พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน จึงเกิดขึ้นในฐานะพลังการเมืองที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจดังกล่าว และค่อยๆ พัฒนามาเป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของกลุ่มอำนาจอนุรักษนิยมและเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่ทศวรรษ 2570 ซึ่งสมาชิกพรรคประชาชนไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสมการทางการเมืองและมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดหน้าตาของประเทศในอนาคต

”ระบอบสีน้ำเงินไม่ได้หมายถึงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการผสมผสานระหว่างเครือข่ายบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์ กลไกราชการ และกลุ่มเทคโนแครตที่เข้ามาสร้างความชอบธรรมให้กับการบริหารประเทศ แม้เครือข่ายบ้านใหญ่และกลุ่มเทคโนแครตจะมีแนวคิดและวิธีทำงานแตกต่างกัน แต่สามารถประนีประนอมและอยู่ร่วมกันได้ภายใต้โครงสร้างอำนาจเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การผสมผสานดังกล่าวอาจทำให้การกำหนดนโยบายขาดทั้งความกล้าตัดสินใจทางการเมืองและความต่อเนื่องทางเทคนิค ส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ“ นายวีระยุทธ กล่าว

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า พรรคการเมืองที่เติบโตจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเชี่ยวชาญการบริหารเครือข่ายในพื้นที่ อาจมีข้อจำกัดเมื่อต้องรับบทเป็นแกนนำรัฐบาล เพราะการบริหารประเทศต้องอาศัยวิสัยทัศน์และความสามารถในการเชื่อมโยงนโยบายหลายด้าน มากกว่าการควบคุมกระทรวงหรือจัดสรรทรัพยากรลงพื้นที่ หากรูปแบบการบริหารดังกล่าวดำเนินต่อไป ประสิทธิภาพของระบบราชการอาจค่อยๆ ลดลง ขณะที่ภาคธุรกิจไทยจะต้องเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดทางการคลัง หนี้ครัวเรือน และการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมสำคัญ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อประชาชนในหลายมิติ

นายวีระยุทธ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ความไม่พอใจต่อรัฐบาลหรือโครงสร้างอำนาจเดิมไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะหันมาเลือกพรรคประชาชนโดยอัตโนมัติ เนื่องจากประชาชนยังมีทางเลือกอื่น ทั้งการปรับตัวอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ การเข้าสู่เศรษฐกิจสีเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ การย้ายถิ่นฐาน หรือการหันไปพึ่งพาอำนาจนอกระบบ พรรคประชาชนเป็นเพียงหนึ่งในหลายทางเลือกของประชาชน ภารกิจสำคัญของพรรคจึงไม่ใช่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างทางการเมือง และในเวลาเดียวกันต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนมีโอกาสชนะและสามารถเป็นรัฐบาลได้จริง

นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่า พรรคการเมืองที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนต้องเป็นทั้งความหวัง เป็นทางเลือกอันดับหนึ่ง และแสดงให้เห็นถึงภาพของประเทศไทยอีกแบบหนึ่ง หรือ Alternative Thailand ที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการเสนออุดมการณ์หรือภาพอนาคตในระยะยาว สำหรับภารกิจของพรรคประชาชนในระยะต่อไปในการสร้างอำนาจรัฐและความชอบธรรม ประกอบด้วย การเอาชนะทางความคิด การเอาชนะทางการเมือง และการสร้างพรรคมวลชนที่เข้มแข็ง

นายวีระยุทธ กล่าวด้วยว่า การเอาชนะทางความคิดหมายถึงการทำให้ประชาชนเข้าใจสาเหตุเชิงโครงสร้างของปัญหา และเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีทางเลือกอื่น ขณะที่การเอาชนะทางการเมืองต้องอาศัยการทำงานในระดับพื้นที่ การขยายแนวร่วมเพื่อการเปลี่ยนแปลง และการสร้างฐานสนับสนุนที่กว้างขวาง ส่วนการสร้างพรรคมวลชนจะเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งสองภารกิจเข้าด้วยกัน

“สมาชิกพรรคประชาชนทุกคนกำลังมีส่วนร่วมในการเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยบทต่อไป และผลลัพธ์ของการเมืองในทศวรรษ 2570 จะขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคในการเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวัง ความไว้วางใจ และพลังทางการเมืองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ” นายวีระยุทธ กล่าว