“โฆษก ปชป. นำทีม ส.ก.” แจงวินาที เสียบบัตรแทนกันในสภากทม. เตรียมร้อง ป.ป.ช.-มท.1-ส่งสัญญาณถึงประธานสภากทม.ดำเนินการหรือยัง ย้ำไม่ได้กลั่นแกล้งทางการเมือง แต่ต้องสร้างบรรทัดฐานหนึ่งคนหนึ่งเสียง
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 3 สิงหาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยทีมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ ส.ก.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ ส.ก.เขตสัมพันธวงศ์ นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ ส.ก.เขตคลองเตย และ นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ ส.ก.เขตวังทองหลาง ร่วมกันแถลงข่าวพร้อมตั้งข้อสังเกตการลงมติแทนกันของ ส.ก.พรรคประชาชน ในการประชุมสภา กทม. ที่ผ่านมา
นายพงศกร กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า เหตุการณ์นี้มีการลงมติแทนกันจริง และผู้กระทำยอมรับ แม้ภายหลังจะมีคำชี้แจงผ่านโพสต์โซเชียลมีเดียที่ขัดแย้งกับสิ่งที่พูดในห้องประชุม แต่สารัตถะสำคัญคือการกระทำที่ไม่เหมาะสม ละเมิดหลักการ “หนึ่งคน หนึ่งเสียง” ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของประชาชนไปในทางทุจริต และเป็นการรักษาเสียงในสภาทั้งที่ตัวสมาชิกไม่ได้อยู่ในห้องประชุมซึ่งในเรื่องนี้ พรรคฯจะมีการดำเนินการใน 3 สัดส่วน ดังนี้ 1.ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เนื่องจากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระรบัญญัติ(พ.ร.บ.)ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ในการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหาย
2.ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร และตรวจสอบการกระทำผิดจรรยาบรรณของสมาชิกสภา กทม. เพื่อส่งเรื่องให้สภา กทม. วินิจฉัยต่อไป และ 3.ขอส่งสัญญาณถึงประธานและรองประธานสภา กทม. เพื่อให้มีการชี้แจงถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าจะมีคำวินิจฉัยและดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งหากสภา กทม. หรือข้าราชการที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการ พรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในฐานะผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเช่นกัน
“การออกมาแถลงข่าวครั้งนี้ ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือโจมตีทางการเมือง แต่เป็นการสนับสนุนนโยบายสภา กทม. โปร่งใส ของท่านประธานสภา กทม. เอง เมื่อประมวลกฎหมายอาญาและข้อเท็จจริงชัดเจน โปร่งใสพอแล้ว คำถามคือท่านประธานสภา กทม. มีความโปร่งใสพอที่จะดำเนินคดีและลงโทษเรื่องนี้อย่างเท่าเทียมหรือไม่ เพื่อร่วมกันขจัดคนทุจริตและสร้างมาตรฐานสภา กทม. ให้ถูกต้องตามกฎหมาย” โฆษก ปชป. กล่าว
นายนภาพล กล่าวถึงระบบการลงคะแนนของสภา กทม. ว่า ปัจจุบันใช้วิธีลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการใช้บัตรประจำตัวสมาชิกเพื่อยืนยันตัวตน และไม่ว่าจะเสียบช่องใดก็สามารถแสดงตัวตนของสมาชิกท่านนั้นได้ ในวันเกิดเหตุมีผู้แสดงตนบนจอภาพ 41 ท่าน แต่จากการตรวจสอบในห้องประชุมมีสมาชิกนั่งอยู่จริงเพียง 40 ท่าน แสดงว่ามีบัตรอีก 1 ใบถูกเสียบค้างไว้ และเมื่อประธานสั่งเปิดโหวต ซึ่งมีสัญญาณไฟกระพริบ 3 สี ก็พบว่ามีผู้ลงคะแนน 41 ท่าน แสดงว่ามีการกดลงคะแนนแทนกัน 1 ท่าน
นายนภาพล กล่าวต่ออีกว่า ต่อมา นายภัทรศักดิ์ ใหม่นคร ส.ก.เขตยานนาวา พรรคประชาชนได้ยอมรับในที่ประชุมว่าเป็นผู้กดปุ่มลงคะแนนในช่องของ นายไซราม ประกายกิจ ส.ก.เขตสาทร พรรคประชาชน แสดงว่าเป็นการกดลงคะแนน 2 ครั้ง ดังนั้นข้ออ้างที่ว่ากดผิดหรือเครื่องเสียจึงฟังไม่ขึ้น เพราะหากเครื่องเสีย สัญญาณไฟจะขึ้นสีส้ม ไม่สามารถลงคะแนนได้ และต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สภาทันที การกดคะแนนให้ตนเองก่อนแล้วจึงกดให้เพื่อนสมาชิก ถือเป็นการกระทำความผิดสำเร็จแล้ว ทั้งทางจริยธรรม กฎหมาย ป.ป.ช. และกฎหมายอาญา ซึ่งในห้องประชุมมี ส.ก. หลายท่านเห็นเหตุการณ์พร้อมกัน
ด้าน น.ส.นิภาพรรณ ในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าวยืนยันว่า ตนเห็น นายภัทรศักดิ์ กดโหวตในปุ่มของตนเองก่อน จากนั้นได้ยื่นมือไปกดปุ่มโหวตของ นายไซราม จนเกิดการทักทวงในห้องประชุมว่า เหตุใดคะแนนรวมจึงไม่ตรงกับจำนวนผู้แสดงตน และมีการใช้เวลานานหลายนาทีกว่าจะมีการเปิดเผยรายชื่อผู้โหวต จนกระทั่ง นายภัทรศักดิ์ จึงยอมยกมือชี้แจงว่ากดผิด ซึ่งหากเกิดความสับสนหรือปุ่มมีปัญหาตามวิสัยปกติ สมาชิกต้องรีบยกมือแจ้งประธานในที่ประชุมทันที ไม่ควรปล่อยเวลาล่วงเลยไป และการกดปุ่มของตัวเองก่อนแล้วจึงค่อยกดให้เพื่อน เป็นหลักฐานชัดเจนว่าไม่ใช่ความสับสนโดยสัญชาตญาณ และบันทึกของสภา กทม. ก็สามารถตรวจสอบลำดับเวลาการกดปุ่มได้



