หน้าแรก การเมือง เครือข่ายจิตอ...

เครือข่ายจิตอาสา ยื่นหนังสือ ผลักดันโทษประหารชีวิตฆาตกรรมร้ายแรง พรรคเศรษฐกิจ ชงแก้กม.

3.08.26 | 12:56 น.

“9 เครือข่ายจิตอาสา”ยื่นหนังสือ ผลักดันโทษประหารชีวิตฆาตกรรมร้ายแรง-ทำความผิดซ้ำซาก จากกรณี”ไอ้ธง ไอ้ป๋อง” ด้าน “สส.พรรคเศรษฐกิจ” เตรียมชงแก้กม.ประหารชีวิต ขอ สส.ในสภาร่วมลงชื่อ 25 เสียง -ร่วมแสดงเจตจำนง ไม่เอาอาชญากร ไม่เอาสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทยอีก

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่รัฐสภา พล.ต.ต. วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายคริส โปตระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประธานพรรคเศรษฐกิจ และ น.ส. อังสณาเนียมวณิชกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ รับหนังสือจาก 9 กลุ่มจิตอาสา นำโดยนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมด้วย มูลนิธิเป็นหนึ่ง, สายไหมต้องรอด ,มูลนิธิองค์กรทำดี,กลุ่มประชาชนเพื่อประชาชน , กลุ่มจ่าคิงส์สะพานใหม่ ,กลุ่มมุสลิมอาสาพัฒนาสังคม, มูลนิธิวินวิน และกลุ่มไทยไม่ทน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการบังคับใช้กฎหมายโทษประหารชีวิต ในคดีฆาตกรรมร้ายแรง โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำผิดมีพฤติการณ์กระทำความผิดซ้ำซาก

โดย นายแทนคุณ กล่าวว่า ขอให้มีการผลักดันมาตรการดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับฆาตกร ที่ประทุษร้ายต่อชีวิตและเพศ โดยลงโทษประหารชีวิตและทบทวนมาตรการการลดโทษพักโทษหรือการปล่อยตัว และให้บังคับใช้ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือใช้ความรุนแรงพ.ศ 2565 อย่างเคร่งครัดและเข้มข้นขึ้น

นายแทนคุณ กล่าวต่อว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การประทุษร้ายต่อชีวิตและเพศในประเทศไทยมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นกับ 2 พี่น้องชาวรัสเซีย ที่พำนักอยู่ในประเทศไทย รวมทั้งชาวไทยที่ต้องเสียชีวิตในกรณีล่าสุดส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยต่อชีวิตของประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะเสียงเรียกร้องที่สะท้อนถึงความต้องการให้มีการดำเนินการประหารชีวิตอาชญากร

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมที่จะรักษาและสร้างความเชื่อมั่นให้เป็นหลักประกันด้านความปลอดภัยที่ควรจะเป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่ต้นน้ำคือการป้องกันการจับกุมดำเนินคดีการส่งฟ้องการตัดสินคดี จนถึงปลายน้ำคือการคุมขังบำบัดฟื้นฟู และการพิจารณาเหตุบรรเทาโทษตามคำพิพากษาการลดวันต้องโทษจำคุก การพักโทษ การปล่อยตัว ในกรณีต่างๆ รวมถึงการพ้นโทษ โดยเฉพาะการพิจารณาให้ใช้โทษประหารชีวิต และงดการใช้มาตรา 52 (1) ในพฤติกรรมอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ จากการลดโทษ 1 ใน 3 เปลี่ยนเป็นการจำคุกตลอดชีวิต หรือ(2)ลดโทษกึ่งหนึ่งจะเปลี่ยนเป็นจำคุก 25-50 ปี ด้วยเหตุนี้ เป็นการลดโทษต่อเนื่องในที่สุดก็เหลือโทษจำขังเพียงไม่กี่ปี

Advertisement

“จนประชาชนจำนวนมากเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยเป็นเพียงเสือกระดาษที่ไม่มีใครเกรงกลัว หรือการฆาตกรรมการฆ่าคนตาย ติดคุกไม่กี่ปีก็พ้นโทษ และก่อเหตุซ้ำๆอีก ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตคนไทย ที่ดูเหมือนว่าอาจจะไร้ค่ากว่าชีวิตฆาตกรหรือไม่ จนไม่มีอาชญากรคนไหนสำนึก หรือเกรงกลัวต่อการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตและเพศ การใช้ความรุนแรงควรมีมาตรการบำบัดฟื้นฟู แก้ไขพฤติกรรมให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าปัจจุบัน”นายแทนคุณกล่าว

นายแทนคุณ กล่าวอีกว่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั้งชาวไทยและต่างชาติ ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนการประหารชีวิตอาชญากรคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญต่อชีวิตเพศและทรัพย์สินและยาเสพติดร้ายแรงเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมควรปฏิรูปทั้งระบบ เพื่อสร้างความคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยให้กับผู้ที่ใช้ชีวิต อยู่อาศัย ลงมือทำธุรกิจ และนักท่องเที่ยวในราชอาณาจักรไทย ได้อย่างเต็มที่ และควรนำเรื่องความปลอดภัยจากอาชญากรรม ให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจัง

ด้านน.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือต้นอ้อ เป็นหนึ่ง ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง กล่าวว่า ตนทำงานด้านเด็กและสตรี เห็นเหยื่อที่ถูกใช้ความรุนแรง ล่าสุด 1 ปี 11 เดือน โดนปู่เลี้ยงข่มขืน กัดทั่วร่างกาย อวัยวะเพศฉีกขาด คนเหล่านี้ทำผิดซ้ำๆ ติดคุกแล้วออกมาทำอีก ใครจะมองว่าเรารุนแรงไม่สนใจที่ให้ประหารชีวิต แต่ เวลานี้มีคนที่รุนแรงกว่า พวกเราเยอะ

นายอัครวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือเต้ อาชีวะ นักเคลื่อนไหวกลุ่มไทยไม่ทนกล่าวว่า ในฐานะที่เป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับผู้ต้องขัง รู้นิสัยใจคอบางคนไม่ปรับจริงๆแต่สิ่งที่สังคมเราควรปรับคืออยากให้ปรับนักสิทธิมนุษยชน

“ผมมองว่า มันถึงเวลาที่พวกเราต้องดูแลคนบริสุทธิ์ของประเทศ ถึงเวลาที่เราต้องดูแลปุถุชน วิญญูชนสามัญชนที่เคารพในกฎหมายถึงเวลาที่พวกคุณต้องแก้ ถึงเวลาที่พวกสส.ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ปรับใช้และบังคับใช้ถ้ามากเกินไป ละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็เอาพวกนั้นไปอยู่ในบ้านท่าน”นายอัครวุธ กล่าว

ขณะที่นายรพี ชำนาญเรือง นักเคลื่อนไหวทางสังคมและผู้ประสานงานช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า  อยากฝากไปถึงข้าราชการหรือผู้มีอำนาจทุกคน ว่าเราให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายแต่ไอ้คนที่กระทำผิดซ้ำยังได้ออกกลับมา จึงเกิดคำถามว่าญาติของเหยื่อจะได้รับความเป็นธรรมอย่างไร วันนี้ถ้าพวกอาชญากรพวกนี้ออกมา ปรับตัวอยู่ในสังคมพวกมันอยู่ได้ แต่พวกเราจะอยู่กันได้อย่างไร จึงอยากฝากถึงผู้มีอำนาจที่ออกกฎระเบียบต่างๆรวมถึงนักสิทธิฯ

น.ส. อังสณา กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจจึง อยากผลักดันกฎหมายประหารให้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เพราะตอนนี้เราหย่อนยานกันจนคนกระทำผิดไม่ได้กลัว บางคนถึงขั้นพูดว่า ทำไปไม่กี่ปีก็ได้ออกมาแล้ว เช่นกรณีนายศักดิ์ ปากรอ ที่ฆ่าผู้บริสุทธิ์ไป 5 ชีวิตเมื่อพ้นโทษออกมาก็ถูกยิงเสียชีวิต ทำให้เกิดศาลเตี้ย จึงอยากผลักดันให้กฎหมายประหารชีวิตกลับมาศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งให้คนเหล่านี้เกรงกลัวที่จะตัดสินใจในการกระทำความผิดก่อน

ส่วนนายคริส กล่าวว่า ตนรู้สึกถึงความโกรธแค้น ปวดร้าว ที่ทุกคนมายื่นหนังสือเพื่อแสดงเจตจำนงของคนไทย ในการที่จะบอกว่าวันนี้เราจะไม่เอาวิธีการจัดการแบบเดิมอีกแล้ว และกระบวนการยุติธรรมไทยวันนี้ตนถือว่าล้มเหลวสิ้นเชิง ในฐานะ สส. สิ่งที่เราจะทำได้คือการเสนอแก้ไขกฎหมายประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

“วันนี้กฎหมายประหารชีวิตมีอยู่ แต่ไม่กล้าใช้ ศาลตัดสินประหารชิวิตจริง แต่ไม่มีการประหารจริงเพราะเราถูกแรงกดดันจากนานาประเทศ เราแคร์อนุสัญญาบ้าบอ แต่วันนี้คนไทยตายจริง ต่างชาติตายจริง ที่นี่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตัวเอง กฎหมายของเรา เราต้องกล้าบอกว่าเราจะจัดการบริหารบ้านเมืองอย่างไร ถ้าอาชญากรคนไหนกล้าที่จะทำผิดกฎหมาย ต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง และต้องได้รับโทษโดยไม่มีการลดโทษ”นายคริสกล่าว

นายคริส  กล่าวว่า ไม่ใช่แค่อาชญากรรม แต่จะต้องทำในคดีทุจริตด้วย เราปล่อยให้คุกเป็นที่ที่เอาไว้ขัง เมื่อขังเสร็จแล้วแป๊บเดียวก็ปล่อยออกมา พรรคเศรษฐกิจจึงเสนอว่าจะต้องไม่มีการลดโทษผู้กระทำความผิดเหล่านี้อีก เพราะหลายครั้งที่อาชญากร นักการเมือง ข้าราชการที่กระทำความผิดในประเทศไทยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย เพราะเขารู้ตัวอยู่แล้วว่าเขาจำนนต่อหลักฐานเขาสารภาพ จากโทษประหารชีวิตก็โดนแค่ตลอดชีวิต และเข้าไปอยู่ในคุก ประพฤติปฏิบัติตัวดี ก็ได้ลดโทษ เหลือโทษจริง 7 ปี ดังนั้นกระทรวงยุติธรรมต้องตอบสังคมให้ได้ว่าเอานักโทษเหล่านี้เข้าไปในคุกแล้วบอกว่าจะบำบัด แต่กระทรวงยุติธรรมไทยไร้สาระ ไม่ทำงานในสิ่งที่ควรจะทำ วันนี้ภาคประชาชนพูดกับประชาชนทั้งประเทศว่าเราจะไม่ยอมให้กระทรวงยุติธรรมทำแบบนั้นอีกแล้ว จึงเสนอว่าอาชญากรคนไหนที่กระทำความผิดโดยร้ายแรงต้องถูกประหารชีวิตจริง

“ประชาชนสามารถที่จะรวมกันเซ็นชื่อ 10,000 ชื่อ แก้ไขกฎหมายนี้ได้ และขอเสียงวิงวอนจากตัวแทนประชาชนทั้งหมดในสภา 250 เสียง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านถ้าเห็นตรงกันร่วมกันเซ็น ร่วมกันผ่านกฎหมายนี้เป็นการประกาศเจตจำนงว่าเราจะไม่เอาอาชญากรไม่เอาสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทยอีก”นายคริสต์ กล่าว