หน้าแรก การเมือง ภัทรพงษ์ ซัด ...

ภัทรพงษ์ ซัด TOR ไทย-พม่า ปิดปากรัฐไทย-ไร้แก้ต้นตอปัญหาสารพิษในแม่น้ำ แนะรบ. 4 ข้อแก้ก่อนเซ็น

3.08.26 | 15:16 น.

‘ภัทรพงษ์’ หวั่น TOR ไทย-เมียนมา แก้ปัญหาแม่น้ำข้ามแดน ปิดข้อมูลสารพิษ จี้ ครม.แก้ก่อนลงนาม พร้อมแนะ 4 ข้อ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวถึงร่างข้อตกลง (TOR) แก้ปัญหาแม่น้ำข้ามแดนปนเปื้อนไทย-เมียนมาก่อนที่รัฐบาลจะลงนามว่า ร่างฉบับนี้นอกจากจะไม่แตะการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอแล้ว ยังส่อเกิดผลเสียกับประเทศไทยในการเปิดเผยข้อมูลสารพิษให้ประชาชนรับรู้ เพราะหากจะมีการเปิดเผยข้อมูลต้องให้ทั้งไทยและเมียนมาเซ็นหนังสือยินยอมทั้งสองฝั่งก่อนเท่านั้น ซึ่งตนหวังว่ารัฐบาลจะเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน ไม่ปล่อยให้ร่างข้อตกลงที่จำกัดสิทธิประชาชนแบบนี้ ผ่านมติคณะรัฐมนตรี

นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า นับเป็นเวลา 1 ปีเต็มที่ประชาชนริมน้ำกก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน-กระบุรี รอความคืบหน้าเดียวจากรัฐบาลในการเจรจากับเมียนมา โดยต้องอยู่กับสารหนู ตะกั่ว แคดเมียม ในน้ำเกินมาตรฐาน หยุดจับปลา หยุดให้ลูกลงเล่นน้ำ เพื่อรอฟังข่าวดีจากร่างข้อตกลงไทย-เมียนมาฉบับนี้ แต่ร่างฉบับนี้เองกลับมีปัญหาใหญ่หลายข้อที่รัฐบาลต้องแก้ก่อนเซ็น 1.ร่างนี้จะปิดปากรัฐบาลไทยในการบอกความจริงกับคนไทยเอง ในร่างมีประเด็นการรักษาความลับ และการสื่อสารต่อสาธารณะ ที่กำหนดว่า ข้อมูลและผลตรวจต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองประเทศก่อน ถึงจะเปิดเผยกับประชาชนได้

“เอาง่ายๆ ถ้าเรายืนตามข้อตกลงแบบนี้ ต่อไปถ้าไทยเราตรวจเจอสารพิษในแม่น้ำของเราเองตามจุดที่เรากำหนดตามข้อตกลงนี้ แต่เมียนมาไม่เซ็นยินยอมให้เปิดเผยผลการตรวจ รัฐบาลไทยก็บอกประชาชนคนไทยไม่ได้ กลายเป็นตอนนี้ สิทธิที่ประชาชนจะรู้ว่าน้ำมีพิษหรือไม่ ต้องมารอให้รัฐบาลสองประเทศเซ็นอนุมัติก่อน” นายภัทรพงษ์กล่าว

นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า 2.ร่างนี้เป็นร่างที่ทำแค่การตรวจวัด ไม่ใช่การควบคุมมลพิษ ซึ่งข้อตกลงฉบับนี้ร่างโดยกรมควบคุมมลพิษ แต่ทั้งฉบับพูดแต่เรื่องตรวจวัด ไม่มีสักบรรทัดที่จะกล่าวถึงการหยุดปัญหาที่ต้นตอ ไม่มีการจัดการห่วงโซ่ของแร่เพื่อตรวจสอบย้อนกลับ และไม่มีการพูดถึงการนำเข้า-ส่งออกแร่จากเหมืองต้นตอเลย มีแค่การตรวจวัดที่เปิดเผยผลไม่ได้ และยังไม่มีเนื้อหาเรื่องการทำให้สารหนูจากเหมืองหยุดไหลลงน้ำอีก

นายภัทรพงษ์ กล่าวอีกว่า 3.ร่างนี้รัฐบาลไทยร่างมาโดยตีกรอบตัวเองให้เป็นแค่การตรวจน้ำในเชียงราย และไม่มีคณะทำงานด้านการจัดการเหมืองแร่ที่เป็นต้นตอของปัญหา องค์ประกอบคณะทำงานฝั่งไทย มีเพียงจังหวัดเชียงรายจังหวัดเดียว ไม่มีแม่ฮ่องสอนที่อยู่กับน้ำสาละวิน ไม่มีระนองที่อยู่กับน้ำกระบุรี และไม่มีเชียงใหม่ที่อยู่กับน้ำกก และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีหน่วยงานที่มีความเฉพาะทางเรื่องแร่ ไม่ว่าจะเป็นกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่หรือกรมทรัพยากรธรณี ไม่มีเรื่องการตรวจปลา แปลงเกษตรใดๆ เลย ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่สร้างกรอบให้ตัวเองอย่างมาก

Advertisement

นายภัทรพงษ์ กล่าวด้วยว่า 4.ร่างที่มีแค่การตรวจน้ำนี้ ยังเป็นการตรวจแบบตรวจใครตรวจมันตามแผนของแต่ละประเทศเอง นี่คือปัญหาใหญ่ การให้ไทยและเมียนมาตรวจสอบน้ำแบบของใครของมัน ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาร่างข้อตกลงถึง 1 ปีก็ได้ คุยกับเมียนมาปีที่แล้ว ต้องได้ข้อสรุปเบื้องต้นแบบนั้นมาแล้ว เพราะมันคือภารกิจของแต่ละประเทศอยู่แล้ว จะมีข้อตกลงเพื่ออะไร ข้อตกลงนี้ต้องทำมาเพื่อการเก็บตัวอย่างร่วมกัน โดยเลือกจุดที่ใกล้แหล่งกำเนิดที่สงสัยมากที่สุด เพื่อให้ทราบถึงจุดที่ปล่อยมลพิษได้ ซึ่งร่างข้อตกลงนี้ก็ไม่มีเนื้อหาส่วนนี้อีก

นายภัทรพงษ์ กล่าวด้วยว่า ตนขอส่งข้อเสนอทั้ง 4 ข้อถึงรัฐบาลก่อนเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคม และมั่นใจว่า หากรัฐบาลต้องการทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ น่าจะเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ 1.ผลตรวจสารพิษจากข้อตกลงนี้ รัฐบาลไทยต้องเปิดเผยต่อคนไทยได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตใครก่อน และเปิดกว้างในข้อตกลงถึงการตรวจอื่นๆ ด้วย เช่น ปลา แปลงเกษตร สุขภาพ

นายภัทรพงษ์ กล่าวอีกว่า 2.กลไกตรวจวัดสารพิษ ต้องมาพร้อมกับมาตรการหยุดพิษที่ต้นทางด้วย นั่นคือการเก็บตัวอย่างร่วมกันใกล้พื้นที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งกำเนิดมากที่สุด เพื่อเชื่อมต่อไปยังแนวทางการควบคุมการนำเข้า-ส่งออกแร่จากเหมืองพิษเหล่านี้ และเปิดกว้างไปถึงการสืบหาผู้ก่อมลพิษตัวจริงด้วย 3.รัฐบาลไทยต้องไม่ตีกรอบตัวเองไว้เพียงแค่จังหวัดเชียงรายเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงจังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ด้วย และ4.มติคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงอุตสาหกรรมหรือกระทรวงพาณิชย์ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการบังคับผู้นำเข้า-ส่งออกแร่ ที่ต้องระบุเหมืองแร่ต้นกำเนิด รวมถึงข้อมูลกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแร่ตลอดห่วงโซ่ว่าไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ไทยหยุดเป็นทางผ่านของแร่พิษโดยด่วน

“ย้ำอีกครั้ง ปัญหานี้คนไทยไม่ได้ก่อ แต่รับผลกระทบเต็มๆ ผมหวังว่ารัฐบาลไทยจะเห็นความสำคัญของประชาชนคนไทย มากกว่าการเกรงใจเมียนมาแบบที่แสดงออกมาจากร่างข้อตกลงที่ใช้เวลา 1 ปีในการร่างฉบับนี้” นายภัทรพงษ์ กล่าว