‘ชาดา’ จี้กรมการค้าภายในสอบราคาน้ำตาล กำไรต้องถึงมือชาวไร่อ้อย

4.08.26 | 09:27 น.

‘ชาดา’ จี้กรมการค้าภายในสอบราคาน้ำตาล กำไรต้องถึงมือชาวไร่อ้อย ซัดกรมพัฒนาธุรกิจฯ ใช้แต่ขั้นตอน ขาดวิจารณญาณ ปล่อยนอมินีต่างชาติแทรกธุรกิจไทย

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมาธิการฯ อภิปรายระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้กรมการค้าภายในเร่งตรวจสอบปัญหาราคาน้ำตาลที่จำหน่ายสูงกว่าราคาที่กำหนด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนต่างของราคาน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นกลับไม่ได้ตกถึงมือเกษตรกรชาวไร่อ้อย ซึ่งเป็นผู้ผลิตต้นทางของประเทศ

นายชาดา กล่าวว่า ราคาน้ำตาลที่จำหน่ายจากโรงงานและผ่านตัวแทนจำหน่ายในปัจจุบันสูงกว่ากรอบราคาที่กำหนดอย่างชัดเจน แต่ผลประโยชน์จากราคาที่เพิ่มขึ้นกลับไม่สะท้อนถึงรายได้ของเกษตรกร จึงขอให้กรมการค้าภายในเร่งตรวจสอบโครงสร้างราคาและกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อพี่น้องชาวไร่อ้อย พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้กรมการค้าภายในยกระดับการกำกับดูแลคุณภาพสินค้าและการค้าภายในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเห็นว่าหน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องปรับรูปแบบการทำงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และดำเนินการเชิงรุกมากกว่าการรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงเข้าไปแก้ไข

นายชาดา ยังตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยระบุว่า การที่บุคคลเพียงคนเดียวสามารถจดทะเบียนบริษัทได้มากถึง 500 บริษัท เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ควรตรวจพบความผิดปกติ และไม่ควรดำเนินการตามขั้นตอนเพียงอย่างเดียวโดยขาดการใช้ดุลยพินิจ

Advertisement

“ข้าราชการต้องทำงานด้วยความสำนึกและวิจารณญาณ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับคำขอแล้วจดทะเบียนให้ทุกกรณี หากพบว่าคนคนเดียวจดทะเบียนบริษัทจำนวนมากผิดปกติ ก็ควรตรวจสอบถึงวัตถุประสงค์ แหล่งที่มาของเงินทุน และความเป็นไปได้ในการประกอบธุรกิจ ไม่ใช่ปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่มีการกลั่นกรอง” นายชาดา กล่าว

นายชาดา กล่าวว่า ปัจจุบันมีการออกแบบโครงสร้างการถือหุ้นผ่านหลายบริษัท เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย แม้ในเอกสารจะปรากฏว่าคนไทยถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติอำนาจควบคุมกิจการกลับตกอยู่ในมือของคนต่างชาติ

‘ ในสถานการณ์ที่การลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว หน่วยงานของรัฐจำเป็นต้องยกระดับการตรวจสอบเชิงรุก ใช้ทั้งกฎหมายและดุลยพินิจควบคู่กัน เพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างทางกฎหมายและรักษาผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว’นายชาดา กล่าว