‘นักวิชาการ’ ชี้พิรุธ ‘กกต.’ จัดเลือกสว.ไร้มาตรฐาน แนะทางแก้ตัว ให้ส่งฟ้องโกง ส.ว. ต่อศาลฎีกา ด้าน ‘ธีรภัทร์’ แนะ ‘ฝ่ายค้าน’ เสนอแก้รธน. ปมที่มาสว. หนุนให้ปชช.เลือกตั้ง
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 4 สิงหาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน จัดกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค พิเศษ) เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน?” โดยมีพยานบุคคลร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ได้แก่ นางศรินทร สนธิศิริกฤตย์ พล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ และพ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการ กกต.
โดยในช่วงแลกเปลี่ยนความเห็น นายนันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวตอนหนึ่งว่า เมื่อ 2 ปีแล้วได้ออกไปรณรงค์ให้ประชาชนสมัครเป็นสว. เพราะตั้งใจอยากเห็นกระบวนการได้มาของส.ว.มีส่วนร่วมจากประชาชน แต่ภายใต้การจัดการเลือก ส.ว. และควบคุมการเลือกจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีความน่าสงสัยและไม่น่าไว้ใจต่อการทำหน้าที่ของ กกต. ที่พบว่ามีการออกประกาศ กกต. เพื่อปล่อยให้บุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติตามกลุ่มที่ประกาศรับสมัครลงสมัครได้ นอกจากนั้นแล้วยังพบความเข้มเรื่องการแนะนำตัว โดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 36 วรรคสอง ประชาชนที่ไม่ใช่ผู้สมัครช่วยเหลือการแนะนำตัวให้เป็นไปตามระเบียบกกต. แต่ระเบียบ กกต.ที่บังคับใช้พบว่ามีข้อจำกัดให้เฉพาะผู้สมัครเท่านั้น แม้มีเสียงทักท้วงต่อมา กกต. แก้ไขระเบียบ พบว่าให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการแนะนำตัวได้

“ระหว่างที่เครือข่ายรณรงค์ พบว่า กกต. ออกเอกสารบอกว่าไม่สามารถชี้ชวนให้ประชาชนไปรณรงค์ชวนคนไปสมัครส.ว.ได้ เพราะผิดกฎหมาย ทั้งที่ตามกฎหมายไม่ได้ระบุว่าเป็นความผิด จึงขอตั้งคำถามถึงความเข้มงวดเรื่องการสมัครหรือแนะนำตัว ต่อมาศาลปกครองได้พิพากษาเพิกถอนระเบียบ กกต. ที่ขัดกับกฎหมาย นอกจากนี้ กกต. ยังเร่งกระบวนการ เช่น การเปลี่ยนบัตรเลือกตั้ง ประกาศเลิกการเลือกผู้สมัคร ส.ว.ระดับอำเภอที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียว นอกจากนั้นยังพบความไม่แน่นอนของการบังคับใช้ประกาศของกกต.ในแต่ละพื้นที่ที่ไม่เห็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้นเพื่อเป็นการพิสูจน์ต่อการทำหน้าที่ของ กกต. ว่าเป็นมาตรฐานต้องสั่งฟ้อง ส.ว.ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด” นายนันทวัฒน์ กล่าว
ขณะที่นายมุนินทร์ พงศาปาน นักวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่ากฎหมายที่จัดการเลือกตั้งหรือสรรหา ส.ว. แม้ว่าระบบสรรหาจะซับซ้อนและมีหายนะ แต่หลักการทำหน้าที่ของ กกต. ต้องควบคุมกระบวนการสรรหาสุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนการสรรหาที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม กกต. มีบทบาทเชิงรุกในการไต่สวน และดำเนินการ ทั้งนี้ตามกฎหมายที่กำหนดให้ในกรณีที่การเลือก ส.ว. ที่ปรากฏพยานหลักฐานว่าการเลือกไม่สุจริต หากมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าผู้สมัครทุจริตการเลือก รู้เห็นการเลือกที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
“กฎหมายที่บอกว่าพยานหลักฐานอันควรเชื่อที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติ แม้จะมีแค่คลิปเดียว กกต. ต้องส่งศาล แต่ปัจจุบันพบบว่ามีพยานบุคคล พยานหลักฐาน หลักร้อย หลักพันชิ้น ดังนั้นตามกฎหมายที่กำหนด กกต. ไม่มีทางเป็นอื่นที่จะไม่ยื่นเรื่องสู่ศาลฎีกาให้วินิจฉัย แต่หากไม่ส่ง กกต. จะอธิบายอย่างไรที่ขัดต่อความรู้สึก หรือความเข้าใจธรรมดาสามัญทั่วไป ความพยายามที่ กกต. ตั้งอนุกรรมการซ้ำซ้อนหลายชุดนอกจาก อนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นสิ่งที่ผิดปกติ และสุ่มเสี่ยงต่อการช่วยให้พ้นผิดตามกฎหมาย” นายมุนินทร์ กล่าว
นายมุนินทร์ กล่าวต่อว่า พยานหลักฐานชี้ว่า น่าเชื่อว่าจะไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม กกต.ไม่มีหน้าที่วินิจฉัยว่าผิดจริงหรือไม่ ต้องส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ซึ่ง ส.ว. ฐานะผู้ถูกร้องตัดสินในชั้นศาล ตนไม่เข้าใจว่าทำไม กกต. ต้องมารับคมหอกคมดาบแทน มีคนถามว่ากกต.จะตัดตอนหรือไม่ หลายคนนักกฎหมายที่นั่งในกกต. สงสัยทำไมต้องเอาตัวเองมารับแทน ทำให้เห็นได้ชัดว่าหากไม่ส่งศาลอาจตามมาด้วยความรับผิดทางกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้งนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับกกต. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ขณะนี้มีข้อสงสัยว่ามีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะไม่ส่งศาล

“เรื่องที่เกี่ยวข้องทางกฎหมายมี 2 ส่วน คือ การได้มาซึ่ง ส.ว. อย่างสุจริตเที่ยงธรรม เหมือนกับการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ต้องทำให้สุจริตและเที่ยงธรรม หากไม่สุจริต เที่ยงธรรม ต้องดำเนินการใหม่ เช่น เลือกตั้งซ่อม เลือกตั้งใหม่ เช่นเดียวกันกับการได้มาซึ่งส.ว. ที่กกต.ต้องมีหน้าที่ ขณะการทำผิดอาญา หากพบฝ่าฝืน ทำผิดอาญาที่กำหนดไว้ในกฎหมาย กกต. ต้องดำเนินการ โดยศาลจะพิจารณาว่าการเลือกตั้งหรือการลงโทษทางอาญาจะดำเนินการอย่างไร” นายมุนินทร์ กล่าว
ส่วนนายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศ กล่าวตอนหนึ่งว่า ฮั้ว สว. เป็นระบบจัดตั้งแบบไม่กลัวกฎหมาย จัดตั้งทั้งประเทศ คล้ายกับการสอบปกครองท้องถิ่น คนที่ทำแบบนี้ได้ต้องไม่เกรงกลัวว่าจะโดนเล่นงาน แสดงว่ามีคนคุ้มกะลาหัว และคนที่คุ้มกะลาหัวคือ นักการเมืองที่มีอำนาจมากกว่าข้าราชการประจำระดับปลัด หรืออธิบดี คนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วง 2-3 ปี ไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งนี้คนแบบนี้เป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก

“ต้นเหตุจริงๆ มาจากคณะกรรมการยกร่าง และ รัฐบาล คสช.ต้องรับผิดชอบ เพราะคุมทั้งสภาปฏิรูปและสภานิติบัญญัติ ดังนั้น ระบอบธนาธิปไตยหลัง 2557 เป็นธนาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่หนักกว่าเดิม มีทุจริตทุกหย่อมหญ้า มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตเชิงนโยบาย และไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่เกรงกลัว คุณธรรมจริยธรรมใดๆ ดังนั้น กกต. จะคนดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่มากกว่าครึ่งมาจากการเลือกของสว.ที่ถูกกล่าวหาว่าฮั้ว จะมีน้ำหน้าพิจารณาเรื่องนี้ได้อย่างไร หากจะแก้ตัว หรือแก้ข้อกล่าวหาว่าไม่ใช่คนของใคร หรือ ระบบอุปถัมภ์ทางรอดทางเดียวคือส่งศาลฎีกาให้พิจารณา ขณะนี้เหลือสถาบันตุลาการเพียงสถาบันเดียวที่พอยอมรับได้ แต่หาก กกต.ไม่ส่งศาล ต้องเอาผิดกกต.ให้ติดคุกให้ได้” นายธีรภัทร์ กล่าว
นายธีรภัทร์ ยังเสนอไปยังพรรคฝ่ายค้าน คือเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ ว่าด้วยที่มาของสว. คู่ขนานกับการจัดทำฉบับใหม่ทั้งฉบับ เพื่อแก้ปัญหาไปก่อน เนื่องจากไม่รู้ว่าการทำใหม่ทั้งฉบับจะผ่านหรือจะถูกยอมรับหรือไม่ และตนขอเสนอให้ สว. หากจะมีให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ให้แต่ละจังหวัดเลือกกันเอง
“หลายคนบอกว่าอาจทำให้นักการเมืองจัดตั้งได้ ผมขอเสนอให้เพิ่มคุณสมบัติผู้สมัคร สว. ให้สูงขึ้น เช่น อายุ 45 ปี คุณวุฒิการศึกษา จบปริญญาโท เป็นอย่างน้อย วิธีการเลือก ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกได้เพียง 1 คน เช่น สว.กทม. มีสว. ได้ 20 คน แต่ผู้มีสิทธิเลือก เลือกได้ 1 คน แม้จะมีเส้นสายของพรรคการเมือง ไม่เป็นไร แต่อยู่ที่ผู้เลือก ที่จะเลือกผู้ที่สมัครที่เหมาะสมที่สุด” นายธีรภัทร์ กล่าว

