หน้าแรก การเมือง ชัยชนะ ยื่น ก...

ชัยชนะ ยื่น กมธ.ปปง. สอบปมลอบส่งน้ำมันเดือนละ 30 ล้านลิตรไปพม่า ส่อฟอกเงินสแกมเมอร์-เว็บพนัน

5.08.26 | 14:49 น.

‘ชัยชนะ’ ยื่น กมธ. ปปง. สอบปมลักลอบขนน้ำมันที่ท่าเรือเชียงแสนไปเมียนมา ทั้งที่รัฐบาลสั่งห้าม จี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสอบเส้นเงินคนซื้อ เอาเงินสแกมเมอร์-พนันออนไลน์ มาฟอกหรือไม่

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เวลา 12.40 น. ที่รัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึง นายดาชัย เอกปฐพี ส.ส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบกรณีการลักลอบขนน้ำมัน


นายชัยชนะกล่าวว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในจังหวัดเชียงราย พื้นที่ท่าเรือเชียงแสน ว่าขณะนี้ มีการลักลอบขนน้ำมัน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จนถึงวันนี้ เป็นน้ำมันเบนซิน 6,400,000 ลิตร ประมาณเดือนละ 30,000,000 ลิตร เข้ามายังท่าเรือเชียงแสน โดยใช้เรือหมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน ซึ่งทราบว่าขณะนี้มีเรือลำหนึ่งแจ้งขึ้นที่ท่าเรือเชียงแสน และนำส่งไปยังประเทศลาว แต่จากการตรวจสอบของประชาชนที่ร้องเรียนมานั้นคือเรือดังกล่าวจะขึ้นน้ำมันเพื่อส่งไปยังประเทศลาว แต่แท้จริงแล้วน้ำมันโดนส่งไปยังประเทศเมียนมา แสดงให้เห็นว่ามีการหละหลวม และส่อทุจริต เนื่องจากรัฐบาลสั่งห้ามขายน้ำมันให้เมียนมา ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

นายชัยชนะกล่าวต่อว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมสรรพสามิต สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาน้ำมันที่แจ้งถูกต้องหรือไม่ เรือที่เข้ามาทุกลำเดือนละ 30,000,000 ลิตรนั้น เป็นเรือสัญชาติอะไร ใครเป็นเจ้าของ ถ้าน้ำมันนี้ซื้อถูกต้องให้ตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ซื้อ และตรวจสอบเส้นทางของผู้ซื้อว่ามีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ หรือพนันออนไลน์หรือไม่ และให้หน่วยงานตรวจสอบเส้นทางการเงินด้วย ตนจึงยื่นหนังสือถึง กมธ.ฯให้ตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร โดยต้องขอข้อมูลจากท่าเรือเชียงแสน ตรวจสอบปลายทางถูกต้องหรือไม่ หากเรื่องนี้มีการกระทำข้อเท็จจริง ต้องไปตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่รัฐคนไหนที่เกี่ยวข้องบ้าง เพราะเรือทุกลำมี GPS บอก และคนที่ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุดคือเจ้าของน้ำมันที่ซื้อน้ำมัน เพราะขายในเมียนมาราคาจะแพงกว่า

Advertisement

ด้าน นายดาชัยกล่าวว่า ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมารัฐบาลมีการสั่งห้ามกันขายน้ำมันไปยังเมียนมา ซึ่งจะต้องมีการสำแดงน้ำมัน แต่กลุ่มผู้ซื้อจากเราสั่งน้ำมันจากไทยสำแดงไปแล้ว แต่ความจริงที่แขวงบ่อแก้ว ก็ไม่มีคลังน้ำมัน และใช้น้ำมันเดือนละไม่กี่ล้านลิตร ปรากฏว่า ด่านศุลกากรที่ปล่อยให้เรือออกไป เขาก็มีหน้าที่ปล่อยตามเอกสาร แต่ไม่สามารถมีอำนาจยับยั้งได้ว่าปลายทางไปที่ไหน

“จากการตรวจสอบมีชาวลาวนำเงินยาเสพติด สแกมเมอร์ มาซื้อน้ำมัน โดยนำเงินลาวมาแลกเป็นเงินไทย และจ่ายให้กับผู้ขายโดยตรง เพื่อส่งน้ำมันออกไป หากน้ำมันจะไปลาวจริง สามารถข้ามสะพานที่ด่านเชียงแสนง่ายกว่า ทำไมต้องมาลงเรือ จึงเป็นเรื่องที่ผิดสังเกต ดังนั้นอยากที่จะตรวจสอบเส้นทางการเงินของคนที่ซื้อน้ำมันอย่างละเอียด” นายดาชัยกล่าว