‘อนุทิน’ ไม่ปลื้ม แก้ปัญหาที่ดินล่าช้า สั่ง ‘คทช.’ เร่งจัดการภายใน 1 เดือน ลดผลกระทบ ปชช.
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 5 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีความเป็นห่วงต่อการเรียกร้องของกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ในเรื่องโฉนดชุมชน หลังจากมีการบริหารจัดการที่ดินมาอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (พ.ร.บ.คทช.) โดยกฎหมายฉบับนี้ต้องการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดินของรัฐให้เป็นเอกภาพ มีมาตรฐานเดียวกัน และลดความซ้ำซ้อน
และจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เร่งรับรองสถานะทางกฎหมายของโฉนดชุมชนเดิม แต่การดำเนินการยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย มีความล่าช้า และไม่ชัดเจนด้านสิทธิของประชาชน ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเรื่องที่ทำดิน และที่อยู่อาศัยในบางพื้นที่ จนนำไปสู่ให้เกิดการชุมนุมเรียกร้อง
“นายกรัฐมนตรีไม่พอใจกับการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะรับรู้ถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น และย้ำให้การทำงานเป็นไปในเชิงรุกมากกว่านี้ ไม่ต้องรอให้ชาวบ้านมาหา หรือมาชุมนุมถึงทำเนียบ แสดงว่าทำงานในเชิงรุกไม่พอ แล้วจะให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ไม่ได้ ต้องเร่งแก้ปัญหา โดยทุกมาตรการจะต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่เป็นการรับรองสิทธิแก่ผู้บุกรุกรายใหม่ หรือเปิดช่องให้มีการขยายพื้นที่เพิ่มเติม แต่เป็นการคุ้มครองประชาชนที่อยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาของรัฐมาแต่เดิม พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งชี้แจงทำความเข้าใจแก่ผู้ชุมนุมและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นธรรม ไม่ปล่อยให้ผู้บุกรุกรายใหม่เข้ามาด้วย” น.ส.รัชดากล่าว
น.ส.รัชดากล่าวต่อว่า นายกฯสั่งการให้เร่งพิจารณารับรองสิทธิและสถานะของโฉนดชุมชนเดิมให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ให้ คทช.ไปเร่งดำเนินการ เมื่อดำเนินการแล้วให้กลับมารายงาน ครม.รับทราบในรายละเอียดการกำหนดขั้นตอนผู้รับผิดชอบและกรอบเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรมและมีความต่อเนื่อง และให้ คทช.ร่วมกับหน่วยงานที่ดินอื่น เช่น กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปกำหนดมาตรการชั่วคราว เพื่อคุ้มครองประชาชนที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์และรับรองสิทธิเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกขับไล่ หรือรื้อถอน หรือการดำเนินการอื่นที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนในช่วงระหว่างเปลี่ยนผ่าน

