อ.วีระ มั่นใจ ทำหน้าที่กมธ.งบเป็นประโยชน์ ยกธรรมะอธิบายดราม่า ต้นตอจาก ‘สัญญาวิปลาส’ ความทรงจำคลาดเคลื่อน ยันเป็นคนตรงไปตรงมา ถ้าผิดพลาดพร้อมขอโทษ อธิบดีกรมอุทยานฯน้อมรับ ขอบคุณคำแนะนำ
จากกรณีวันที่ 5 สิงหาคม นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 อภิปรายสะท้อนมุมมองและประสบการณ์ส่วนตัว จากการเดินทางไปท่องเที่ยวพักแรมในอุทยานแห่งชาติสิมิลันเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน โดยมีการระบุถึงคุณภาพการบริการและที่พักว่า “เลวทรามมาก” พร้อมทั้งยกตัวอย่างข้อจำกัดต่างๆ เช่น การปิดไฟในเวลา 20.00 น. สภาพเครื่องนอน ปริมาณน้ำใช้ สัญญาณอินเตอร์เน็ต ตลอดจนข้อเสนอแนะให้พิจารณานำรูปแบบการบริหารจัดการแบบเอกชนเข้าร่วมลงทุน (PPP) กระทั่งกรมอุทยานฯออกแถลงการณ์ชี้แจงการปิดการพักแรมอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2561 พร้อมสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีหัวหน้าอุทยานฯสิมิลัน อนุญาตให้นายวีระและคณะเข้าพักแรมบริเวณเกาะสิมิลันเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน
ต่อมา นายวีระได้กล่าวคำขอโทษ ขออภัยกรมอุทยานฯ ระหว่างการประชุม กมธ.งบ 2570 ยอมรับเข้าใจผิด คลาดเคลื่อนเอง ไปพักสิมิลันจริง แต่เป็นปี 2559 ก่อนมีประกาศปิด กราบขอโทษ และอยากให้อธิบดีไม่ต้องตั้งกรรมการสอบแล้ว อีกทั้งจุดประสงค์ที่สื่อไปคือการปรับปรุงที่พักอุทยานฯให้มีความสะดวก สบายมากขึ้นนั้น
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ระบุทางเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ที่เห็นและเป็นไป (Being and Nothingness) ในห้วงเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะมาก
แม้จะมีเจตนาและความต้้งใจที่ดีในการจะทำอะไรก็ตามที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็อาจจะทำให้เกิดผลทั้งทางดีและทางร้ายได้เช่นกัน
ในกรณีของผมเมื่อย้อนกลับไปทบทวนแล้ว ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมีต้นตอมาจาก “สัญญาวิปลาส” เป็นเรื่องความทรงจำที่คลาดเคลื่อนเป็นสำคัญ

ในกรณีนี้เป็นเรื่อง “วันเวลา” เหตุเป็นเพราะผมไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดลงไป เมื่อมาเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นก็ทำให้เกิดความผิดพลาดในการสื่อสารและส่งผลกระทบตามมาอย่างที่ทราบกัน อันนี้ถือเป็นบทเรียนที่มีราคาแพงสำหรับผม เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้
แต่อดีตเราแก้ไขไม่ได้ ปัจจุบันก็แค่ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ต้องไปกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจนเกินเหตุเกินการณ์
ในเวลาเดียวกัน ในโลกของข้อมูลข่าวสารซึ่งขับเคลื่อนด้วยโทสะ โลภะ และโมหะ อย่างที่ผมเคยสรุปรวบยอดไปก่อนหน้านี้ เห็นได้ชัดว่าผลที่ตามมามีความเร็วและความรุนแรง ดังนั้น จึงส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งทางดีและทางร้าย
แม้ผมจะใช้หลักปฏิสัมภิทา 4 ในเวลาสื่อสารกับคนอื่นอยู่เป็นประจำก็จริง แต่ในแง่ปุถุชน ถ้าหากประมาทในเนื้อหาสาระอันเป็นข้อเท็จจริงแล้ว ที่เรียกว่า “อรรถปฏิสัมภิทา” ซึ่งเป็นต้นทางที่สำคัญมาก ก็อาจจะมีความผิดพลาดตามมาได้
แต่ผมเป็นคนตรงไปตรงมาครับ ถ้าทำอะไรผิดพลาดไปผมก็เสียใจ ถ้าต้องขอโทษ ถ้าต้องขออภัย ถ้าต้องทำอะไรเพื่อแก้ไข ผมก็ทำด้วยความเต็มใจไม่มีมานะทิฏฐิ
นี่คงไม่ใช่ครั้งแรกและไม่ใช่คร้้งสุดท้าย แต่อะไรที่ทำไปแล้วเป็นผลดี ถ้าทำได้ ผมก็จะทำต่อไป ไม่หวั่นไหวเช่นกัน
ผมแยกแยะแบบนี้แหละครับ กรรมดำก็กรรมดำ กรรมขาวก็กรรมขาว ไม่มีการหักล้างกัน เพียงแต่จะมีกรรมไหนมากกว่า สิ่งที่ปรากฏออกมาก็จะเห็นเป็นขาวมากขาวน้อย เทามากเทาน้อยและดำมากดำน้อย
เมื่อเราทำอะไรลงไป (กรรม) สิ่งที่ตามมา (วิบาก) ก็เป็นเรื่องที่ต้องรับผล (เสวย) อันนี้เวลาพูดเวลาอ่านแล้วเข้าใจง่าย แต่ภาคปฏิบัติเวลาเผชิญหน้าต้องบอกเลยครับว่ายากอยู่เหมือนกัน
แน่นอนสิ่งที่เราทำย่อมมีคนชอบ (สรรเสริญเยินยอ) มีคนชัง (นินทาว่าร้าย) อันนี้ผมรู้เท่าทันแน่นอน และมีปฏิกิริยาตอบกลับเหมือนกับคนอื่นๆ เวลามีคนชอบมีคนชัง
ไม่ว่าปรโตโฆสะ (เสียงจากภายนอก) นั้น จะมาจากกัลยาณมิตรหรือปาปมิตรก็ตามที ผมก็พยายามไม่ให้ฟูจนเกินไปและไม่ให้แฟบจนเกินเหตุ
เมื่อทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไม่เข้าข้างตัวเอง ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมทำในการทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 และงานอื่นที่ทำเป็นประจำ ย่อมมีทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่น้อย แม้จะมีท่วงทำนองที่อาจจะไม่เหมาะสมไปบ้าง แต่ก็มีบางสิ่งที่อาจจะเป็นข้อผิดพลาดในการสื่อสารของผมเองที่กลายเป็นปัญหาขึ้นมา

แต่ก็อย่างที่ผมบอกกับตัวเองเสมอ ถ่องคาถาอย่าโอหัง อย่าประมาทอยู่เป็นประจำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำได้ตลอดเวลาเช่นกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ยิ่งต้องเน้นสองเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนับจากนี้ไป ผมก็ยังดำเนินชีวิตไปตามปกติ อะไรที่ต้องทำก็ทำต่อไป อะไรที่ควรทำก็ทำต่อไป อะไรที่อยากทำก็ทำต่อไป
สำหรับผม “ทุกข์เป็นเรื่องสำหรับเห็นและเรียนรู้ ” ส่วน “สุขเป็นเรื่องสำหรับเป็นและเสพ”
อยากบอกความในใจแต่เพียงเท่านี้ครับ
วีระ
ขณะที่ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (ออส.) แชร์โพสต์ดังกล่าวของนายวีระ พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า “ขอขอบคุณในคำแนะนำของท่านอาจารย์เช่นกันครับ”



