โฆษกทร. แจงสาเหตุไม่กำหนดต่อเรือฟริเกตทั้งลำในไทย ยังต้องนำเข้าเหล็ก-เครื่องยนต์-ระบบไฟฟ้า หวั่นต่อในไทยหมด 100% ติดข้อจำกัดเครื่องจักร-ศักยภาพอู่ ใช้เวลานานขึ้น ดันต้นทุนพุ่ง ย้ำเน้นความสำคัญ Offset Policy
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงเหตุผลไม่กำหนดให้ต่อเรือฟริเกตทั้งลำ 100% ในประเทศไทยได้ว่า เบื้องหลัง Offset Policy : เป้าหมายไม่ใช่แค่ “ได้เรือ” แต่ต้อง “ได้อนาคต”
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทัพเรือได้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคำถามที่ว่า “เหตุใดจึงไม่กำหนดให้ต่อเรือฟริเกตทั้งลำในประเทศไทย” ซึ่งเป็นคำถามที่สะท้อนความหวังดีของคนไทยที่อยากเห็นอุตสาหกรรมต่อเรือและเทคโนโลยีป้องกันประเทศของไทยเติบโตอย่างเข้มแข็ง
กองทัพเรือก็มีเจตนารมณ์เช่นเดียวกัน เราอยากเห็นคนไทยมีโอกาสทำงานมากขึ้น อยากเห็นอุตสาหกรรมไทยได้รับการพัฒนา และอยากเห็นองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีขั้นสูงเกิดขึ้นในประเทศ แต่การพิจารณาโครงการจัดหาเรือฟริเกตจำเป็นต้องมองภาพรวมทั้งด้านความมั่นคง เทคโนโลยี ความคุ้มค่าของงบประมาณ และผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ
ข้อเท็จจริงคือ มูลค่าของเรือฟริเกตแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การสร้างตัวเรือ ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 25 ของมูลค่าโครงการ และระบบอำนวยการรบ ระบบอาวุธ เซ็นเซอร์ และการเชื่อมต่อระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 75 ของมูลค่าโครงการ
ในส่วนของการสร้างตัวเรือ แม้ว่าจะสามารถดำเนินการบางส่วนในประเทศไทยได้ แต่ชิ้นส่วนสำคัญจำนวนมาก เช่น เหล็กที่มีคุณสมบัติพิเศษ เครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้ามาตรฐานเรือรบ และอุปกรณ์เฉพาะบางอย่าง ยังจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่ค่าแรงในการสร้างตัวเรือภายในประเทศมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 3 ของมูลค่าโครงการทั้งหมด
นอกจากนี้ หากกำหนดให้สร้างเรือทั้งลำในประเทศไทย อาจยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเครื่องจักร สิ่งอำนวยความสะดวก และศักยภาพของอู่ต่อเรือ ซึ่งอาจทำให้ต้องปรับรูปแบบการต่อเรือ ทำให้อาจใช้เวลานานขึ้น และมีต้นทุนสูงขึ้น โดยที่ประโยชน์ด้านการจ้างงานเพิ่มขึ้นไม่มากนัก
ด้วยเหตุนี้ กองทัพเรือจึงให้ความสำคัญกับ Offset Policy ซึ่งไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างงานระยะสั้น แต่เป็นกลไกในการสร้างประโยชน์ให้ประเทศในระยะยาว ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาวิศวกรและบุคลากรไทย การยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการสร้างศักยภาพใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในส่วนของระบบอำนวยการรบ ระบบอาวุธ และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีมูลค่าสูงที่สุดของเรือ
นี่คือเหตุผลที่กองทัพเรือได้ให้ข้อมูลว่า การพิจารณาโครงการไม่ได้คำนึงถึงเพียงราคาจัดซื้อ แต่ให้ความสำคัญกับ Actual Value และ Economic Impact ที่ประเทศไทยจะได้รับจริง ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การสร้างอุตสาหกรรม และการต่อยอดองค์ความรู้ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว
กองทัพเรือตระหนักดีว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ในการจัดหายุทโธปกรณ์ ล้วนเป็นงบประมาณจากภาษีของประชาชน จึงมีความตั้งใจที่จะทำให้การลงทุนด้านความมั่นคงครั้งนี้ สร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่ประเทศให้มากที่สุด ทั้งในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพของคนไทย
Offset Policy จึงไม่ใช่เพียงเงื่อนไขของการจัดหาเรือฟริเกต แต่เป็นแนวคิดในการเปลี่ยนการจัดซื้อด้านความมั่นคง ให้เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ
เพราะเป้าหมายของกองทัพเรือ ไม่ใช่เพียง “กองทัพเรือได้เรือ” แต่คือ “กองทัพเรือได้เรือ…ประเทศก็ได้ด้วย”



