หน้าแรก การเมือง ณรงค์ ร่อนหน...

ณรงค์ ร่อนหนังสือ ‘นายกฯ’ ยกกม. ยันกก.สรรหา กสทช. ไร้อำนาจฟัน หมอสรณ

7.08.26 | 14:34 น.

ปม ประธาน กสทช. เดือด “ณรงค์”อดีตกรรมการสรรหา ร่อนหนังสือถึงนายกฯ แจงหมดอำนาจ หลังมีการอ้างมติกก.สรรหา”หมอสรณ”ขาดคุณสมบัติ ขณะที่ “ยุพิน”เห็นแย้ง-ถอนประชุม

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.นายณรงค์ รัฐอมฤต อดีตกรรมการป้องกันและปปราบปรามการทุรจิตแห่งชาตอ(ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีหนังสือลงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ถึงนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภา เพื่อชี้แจงข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา ภายหลังมีการอ้างมติคณะกรรมการสรรหาที่วินิจฉัยว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ


นายณรงค์กล่าวว่า เมื่อได้พิจารณาข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาแล้ว เห็นว่ามีข้อกฎหมายที่ควรต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน เนื่องจากคณะกรรมการสรรหา มีหน้าที่ตามมาตรา 15/1 เพียงดำเนินกระบวนการรับสมัคร ตรวจสอบคุณสมบัติ และเสนอรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกต่อวุฒิสภา เมื่อกระบวนการดังกล่าวเสร็จสิ้นและมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกลับมาวินิจฉัยคุณสมบัติหรือสถานะของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งแล้ว

นายณรงค์ กล่าวว่า ในหนังสือระบุว่า หากกรรมการสรรหาบางรายประสงค์จะแสดงความเห็นภายหลัง ย่อมต้องได้รับมอบหมายจากองค์กรต้นสังกัดเสียก่อน เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาเป็นคณะเฉพาะกิจที่มีขึ้นเพื่อดำเนินกระบวนการสรรหาเท่านั้น ไม่ใช่องค์กรถาวรที่สามารถใช้อำนาจต่อเนื่องภายหลังการแต่งตั้งกรรมการ กสทช.

นายณรงค์ กล่าวต่อว่า การอ้างข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเพื่อให้ประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่ง อาจเป็นการใช้อำนาจที่ไม่มีกฎหมายรองรับ เพราะการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจขององค์กรของรัฐต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด และต้องมีบทบัญญัติให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งการชี้แจงครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การตีความกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้อง และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหลักนิติธรรมและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการตามกฎหมายของประเทศ

Advertisement

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งทำหน้าที่กรรมการสรรหาเช่นกัน โดยในที่ประชุมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นางยุพินได้แสดงความเห็นว่า อำนาจของคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา 15/1 ครอบคลุมเฉพาะการพิจารณาคุณสมบัติของ “ผู้สมัคร” หรือ “ผู้ได้รับการคัดเลือก” ก่อนเข้ารับตำแหน่งเท่านั้น เมื่อบุคคลดังกล่าวได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช.แล้ว อำนาจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง ซึ่งตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มิได้บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยกรณีกรรมการ กสทช. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ภายหลังการแต่งตั้ง แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามก็ตาม อีกทั้งคณะกรรมการสรรหาเป็นองค์กรเฉพาะกิจ เมื่อปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นแล้วก็ยุติบทบาท และไม่มีอำนาจแสวงหาพยานหลักฐานหรือวินิจฉัยสถานะของกรรมการ กสทช. ที่ได้รับการแต่งตั้งแล้ว

นางยุพิน ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าไม่สามารถร่วมพิจารณาประเด็นดังกล่าวได้ เนื่องจากยังไม่มีคำวินิจฉัยจากองค์กรผู้มีอำนาจว่าคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมยังมีอำนาจพิจารณากรณีดังกล่าวหรือไม่ ก่อนขอถอนตัวออกจากการประชุม จึงทำให้มติกรรมการสรรหาไม่ได้ 4:0 ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ยังมีความเห็นของนางยุพินที่เป็นเสียงข้างน้อย

ทั้งนี้ความเห็นของนายณรงค์และนางยุพินต่างยืนยันหลักการเดียวกันว่า อำนาจของคณะกรรมการสรรหาสิ้นสุดลงเมื่อกระบวนการสรรหาแล้วเสร็จและผู้ได้รับการคัดเลือกได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว จึงไม่มีอำนาจกลับมาวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของกรรมการที่ดำรงตำแหน่งอยู่ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง นอกจากนี้ ความเห็นดังกล่าวยังถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 ซึ่งวางหลักว่า คณะกรรมการสรรหามีหน้าที่เพียงดำเนินกระบวนการสรรหา เมื่อการสรรหาเสร็จสิ้น ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง ไม่ได้มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับสถานะของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งแล้ว ประเด็นดังกล่าวจึงกลายเป็นอีกมุมมองหนึ่งของข้อถกเถียงทางกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมีการนำเสนอว่าควรได้รับการพิจารณาควบคู่กับข้อวินิจฉัยของฝ่ายเสียงข้างมาก เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อคิดเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างรอบด้าน