หน้าแรก การเมือง การเมือง-ศก.-...

การเมือง-ศก.-สังคม ปัจจัยรุมเร้า-ท้าทาย ครม.อนุทินฝ่ากับดัก

8.08.26 | 13:25 น.

รัฐบาลอนุทิน เดินหน้านำองคาพยพ พรรคร่วมรัฐบาลบริหารประเทศ เข้าสู่เดือนที่ 4 แต่เผชิญสารพัดปัญหาร้อนท้าทายฝีมือให้ “อนุทินชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย


พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องทุ่มเทเวลาเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

เริ่มจากปัญหาสังคม กรณีล่าสุดเหตุนักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ก่อเหตุกราดยิง ทำให้เพื่อนนักเรียนและครู เสียชีวิตถึง 7 ราย รวมทั้งปู่และย่าของนักเรียนผู้ก่อเหตุเสียชีวิตด้วย มีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกือบ 30 คน นอกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเยียวยาผู้บาดเจ็บและครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้ว

ประเด็นสำคัญไล่ตั้งแต่รัฐบาล นายกฯ ตลอดจนรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเดินหน้าดำเนินการคู่ขนานอย่างเร่งด่วนเช่นเดียวกัน คือ การถอดบทเรียนกันอีกครั้ง เพื่อป้องกันการก่อเหตุสลดดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นอีก

Advertisement

แม้ที่ผ่านมาจะมีหลายเหตุการณ์กราดยิงมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาถอดบทเรียนกันมาหลายครั้ง แต่กลับยังมีเหตุสลดอันมีสาเหตุจากปัญหาสังคมเกิดขึ้นอีก

ส่วนปัญหายาเสพติดที่รัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติในการแก้ปัญหา แม้จะมีตัวเลขการจับกุมของตำรวจและหน่วยงานความมั่นคง แต่การแก้ปัญหาให้สำเร็จจับต้องได้ในระยะยาว ยังต้องใช้เวลา

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีกรณีข้อมูลส่วนบุคคลที่จัดเจ็บของหน่วยงานภาครัฐ ครอบคลุมทั้ง 19 กระทรวง และสำนักนายกรัฐมนตรี รั่วมายังบุคคลภายนอก เนื่องจากมีการแฮกข้อมูลดังกล่าวนำไปขาย ผ่านการเปิดเผยของ “ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์” CEO ของ Dome Cloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี

ร้องถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่นายกฯ “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนหน่วยงานความมั่นปลอดภัยทางไซเบอร์ ต้องเร่งปัญหาเฉพาะหน้า ตามข้อสั่งการของนายกฯ ที่ให้ตรวจสอบข้อมูลบุคคลทั้ง 300 กรม ของทุกกระทรวงทั่วประเทศให้เสร็จภายใน 30 วัน

ส่วนปัญหาเศรษฐกิจ ยังมีเสียงสะท้อนของประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพให้ดียิ่งขึ้น แม้รัฐบาลจะมีโครงการ นโยบายไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% วงเงินรวมได้สิทธิคนละ 4,000 บาท ระยะเวลาใช้จ่าย 4 เดือน มากระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งจะครบระยะเวลาดำเนินนโยบายในเดือนกันยายนนี้ แต่ยังไม่เพียงพอ

ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่าง อ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) แม้บทสรุปของคณะกรรมการศึกษาฯจะชี้ว่า ไม่ควรเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและงบประมาณของประเทศ

พร้อมเสนอให้ดำเนินโครงข่ายรถไฟ (Missing Link) เชื่อมโยงสินค้าจากจีนและท่าเรือฝั่งตะวันออก มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้แทน แต่การดำเนินโครงการมิสซิง ลิงก์ ยังไม่มีไทม์ไลน์และความคืบหน้าที่ชัดเจนนัก

เช่นเดียวกับการเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เริ่มมีความคืบหน้าเมื่อ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินหน้าโครงการ “อุดหนุนติดโซลาร์รูฟท็อป” รายละ 5 หมื่นบาท ภายใน 1 เดือน ครอบคลุม 5 แสน ถึง 1 ล้านครัวเรือน โดยรูปแบบโครงการจะเป็นการนำเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มาสนับสนุนการติดตั้ง Solar Rooftop วงเงิน 50,000 บาทต่อครัวเรือน พร้อมใช้แหล่งเงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมาสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (Soft Loan) ผ่านธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

แต่มีหลายฝ่ายเริ่มส่งเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะมายังรัฐบาลว่า หากรัฐบาลยังไม่มีเมกะโปรเจ็กต์อื่นๆ มากระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้ อาจส่งผลต่อการเติบโตของจีดีพีในภาพรวมของประเทศได้เช่นกัน

ยิ่งมีตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนาม ที่มีจีดีพีโตถึง 8% เทียบกับจีดีพีของไทย ที่เติบโตเพียง 2.4% ถือเป็นโจทย์ใหญ่ให้รัฐบาลอนุทินต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

ขณะที่ปัญหาการเมือง มีทั้งเรื่องการตรวจสอบกรณีฮั้วเลือก ส.ว. ที่อยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามกรอบ 90 วัน ที่จะมีบทสรุปในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ว่าจะชี้มูลความผิดบุคคลที่เกี่ยวข้อง 229 คน มีทั้ง ส.ว.และฝ่ายการเมือง ที่ถูกกล่าวหาจากฝ่ายค้านว่าเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือไม่ อย่างไร เพื่อให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไปพิสูจน์ความถูกต้องต่อ หากเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลที่ขับเคลื่อนบริหารประเทศนับจากนี้

สำหรับการปฎิรูประบบราชการ ทั้งการปรับลดบุคลากรเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณของประเทศ ในความรับผิดชอบของ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย จะเป็นเรื่องที่ดีต่อการขับเคลื่อนประเทศจากนี้ แต่ผลการดำเนินนโยบายดังกล่าวยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม เนื่องจากต้องใช้เวลาและมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังมีกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอีกวาระสำคัญทางการเมืองของรัฐบาลที่รอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ในช่วงการเปิดสมัยประชุมสภาสามัญ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม

อีกทั้งห้วงเปิดสมัยประชุมสภา จะเป็นช่วงที่พรรคร่วมฝ่ายค้านสามารถใช้ช่องทางการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและ ครม.ได้ ผ่านหลายเรื่องที่ฝ่ายค้านเดินหน้าตรวจสอบ ทั้งการฮั้วเลือก ส.ว. ขบวนการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ที่มีผู้เกี่ยวข้องกว่า 100 คน โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ถูกเชื่อมโยงว่าบริษัทที่ได้รับดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับพรรค ภท.

การขับเคลื่อนของรัฐบาลอนุทิน เพื่อฝ่าด่านหลายเรื่องร้อน ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้จบสิ้นโดยเร็ว เพื่อที่จะเดินหน้านโยบายในระยะกลางและระยะยาวนับจากนี้ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ มีผลงานที่ประชาชนจับต้องได้

การแก้ปัญหาของรัฐบาลนับจากนี้ยังเป็นอีกตัวชี้วัดสำคัญ ที่นายกฯจะใช้ประเมินผลการทำงานทั้งรัฐมนตรีในส่วนของพรรค ภท. และพรรคร่วมรัฐบาล ว่าใครมีฝีมือและศักยภาพในการขับเคลื่อนนโยบาย นับจากนี้ผ่านการปรับ ครม.ตามกรอบ 1 ปี

ที่จะเป็นเกณฑ์ประเมินผลงานของรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง ว่าใครจะสอบผ่านได้ทำหน้าที่ต่อ หรือใครจำเป็นต้องถูกปรับเปลี่ยน เพื่อคัดสรรบุคคลอื่นที่มีฝีมือและศักยภาพ มาขับเคลื่อนสร้างผลงานร่วมกับ ครม.อนุทิน นับจากนี้