หน้าแรก การเมือง ปิดหน้าออนไลน...

ปิดหน้าออนไลน์: จับวุฒิภาวะรัฐบาล จากฮั้วสว.ถึงข้อมูลรั่ว อย่าให้สายเกินไป

8.08.26 | 14:39 น.

ปิดหน้าออนไลน์: จับวุฒิภาวะรัฐบาล จากฮั้วสว.ถึงข้อมูลรั่ว อย่าให้สายเกินไป

สัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องใหญ่ในแวดวงเทคโนโลยี และคริปโตเคอร์เรนซี่


เมื่อฮาร์ดแวร์วอลเล็ตยี่ห้อ Coldcard ถูกพบว่ามีปัญหาเรื่องซอฟแวร์ติดตั้ง ทำให้การตั้งค่า Seed หรีอรหัส ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ส่งผลให้สามารถใช้คอมพิวเตอร์คาดเดารหัสได้ง่าย

ทำให้มีบิตคอยน์ ในวอลเล็ต Coldcard ถูกขโมยออกไปมูลค่าเสียหายกว่า 4 พันล้านบาท

เป็นความเสียหายที่เกิดจากระบบความปลอดภัยที่ย่อหย่อน ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

Advertisement

และที่น่าตกใจกว่านั้น ก็คือปัญหาซอฟแวร์ดังกล่าว ถูกปล่อยให้ใช้กับ Coldcard มานานกว่า 5 ปี แล้วทำไมถึงไม่มีใครรู้ว่ามีบักส์ ที่มีปัญหาเหล่านี้อยู่

ซึ่งเหตุผลหนึ่ง ก็เพราะซีอีโอ ของ Coinkite เจ้าของ Coldcard ที่แม้จะบ้าคลั่งเรื่องความปลอดภัย แต่กลับละเลยเสียงตักเตือน ว่าซอฟแวร์ของเขานั้นมีปัญหา แถมยังตอบโต้อย่างรุนแรงในโลกออนไลน์ จนไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว
 
เป็นจุดบอดที่ทำให้เกิดความเสียหายเหลือคณานับ จากอีโก้ที่สูงลิ่ว

เมื่อย้อนกลับมามองที่ประเทศไทย เรื่องร้อนแรงในแวดวงไอที นั่นก็คือเรื่องของข้อมูลภาครัฐ ที่รั่วไหล ออกมาสู่สาธารณะ

ซึ่งข้อมูลจาก นายธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ CEO ของ Dome Cloud ก็ออกมายืนยันว่าทั้ง 19 กระทรวง และ 1 สำนักนายกฯ ล้วนมีข้อมูลรั่วไหลไม่มากก็น้อย

ตามมาด้วยการเปิดเผยข้อมูล ทั้งจากกรมการปกครอง กรมขนส่งทางบก หรือแม้แต่เรื่องของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการรักษาพยาบาล

เปิดมาถึงขั้นภาพนายกฯและครม. ที่ถ่ายหน้าตรง ความละเอียดสูง จนน่ากลัวว่าจะถูกนำไปดัดแปลงตัดต่อใช้ในทางไม่สุจริต

แต่แทนที่จะเกิดความกระตือรือร้น กลับดูจะปล่อยวาง นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ใช้รูปแบบเดิม สั่งการตรวจสอบ ไม่ละเว้น ไม่ปล่อยผ่าน เหมือนกับทุกอย่างที่เคยเป็นข่าว

เหมือนกับเป็นผู้ชม ผู้วิจารณ์ มากกว่าจะเป็นผู้เล่น หรือผู้ต้องรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงๆ

แถมกรมการปกครอง หน่วยงานในสังกัดมหาดไทย ที่นายกฯอนุทิน นั่งว่าการอีกตำแหน่ง ก็ออกเอกสารข่าวปฏิเสธว่าข้อมูลที่รั่วไหล ไม่ได้มาจากระบบทะเบียนราษฎร ทั้งที่นายธนรัตน์ ที่เป็นคนออกมาเปิดเผย ก็ให้ข้อมูลแล้วว่า เป็นฐานข้อมูลของงานจิตอาสา กรมการปกครอง ไม่ใช่เรื่องทะเบียนราษฎร

แถมถ้อยแถลง แทนที่จะบอกว่าตรวจสอบอะไรยังไง กลับบอกว่าจะดำเนินคดีฐานเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ บอกโทษเสร็จสรรพ ติดคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

ใครอ่าน ใครฟัง ก็รู้สึกว่าเหมือนข่มขู่จะดำเนินคดี!!

ไม่เพียงเท่านั้น ยังน่าเป็นห่วงเรื่องความสำนึกด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เมื่อข้อมูลที่ถูกเปิดออกมานั่นก็คือระบบไม่ได้ถูกแฮ็ก แต่มีการใช้รหัสผ่่านของเจ้าหน้าที่เองเข้าสู่ระบบ

แปลง่ายๆ ก็คือเจ้าหน้าที่ทำรหัสหลุดออกไปเอง ทำให้ผู้ไม่หวังดีเข้าสู่ข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องพยายามแฮ็กระบบอะไรมากมาย

ซึ่งก็น่าเป็นห่วงว่า ทำไมเมื่อมีคนออกมาเตือน ออกมาบอกว่ามีข้อบกพร่องผิดพลาดอะไรขึ้น

หากเป็นคน หรือหน่วยงานที่มีวุฒิภาวะ ก็ต้องทบทวนตัวเอง ตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ และจะแก้ไขได้อย่างไร เพราะหากเกิดความเสียหาย ก็ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นประโยชน์ของประชาชาติ ประเทศชาติ
 
แทนที่จะขู่ฟ้อง อาจจะต้องทำหนังสือขอบคุณด้วยซ้ำ

เห็นเช่นนี้ก็ยังคิดถึงอีกเรื่อง นั่นก็คือเรื่องฮั้วเลือกส.ว. ที่มีข้อมูลเปิดเผยชัดเจนถึงความไม่ชอบมาพากล

ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการจัดกลุ่มรวมก๊วน โพยหมายเลขส.ว. ที่บัตรลงคะแนนก็เหมือนกันเปี๊ยบ แบบที่เรียกว่าหากนับความเป็นไปได้โดยบังเอิญ ไม่มีการจัดตั้ง ก็ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าหาเม็ดทรายในจักรวาล

แต่แทนที่รัฐบาลจะขอบคุณข้อมูล ที่ส่อพิรุธเหล่านี้ และเดินหน้าสนับสนุนการค้นหาความจริง ให้เกิดความโปร่งใส ขจัดทุจริต ตามคำสัญญาของรัฐบาล

สิ่งที่ขยับคือการเดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดี กับยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล

จึงเป็นสิ่งที่ควรระวังว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป สถานะของความร่วมมือต่างๆ จากภาคประชาชน ก็จะมีปัญหา สุดท้ายก็จะอยู่ในเอคโค่แชมเบอร์ คิดว่าตัวเองถูกแล้ว ดีแล้ว

หากเป็นเช่นนั้นจริง หายนะก็อาจจะอยู่ไม่ไกลจากนี้!!!