ณรงค์ ชี้ กก.สรรหาอำนาจจบหลังโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สรณ หากขาดคุณสมบัติภายหลัง ต้องมีบทบัญญัติรองรับ
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นายณรงค์ รัฐอมฤต อดีตกรรมการสรรหา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยกับ ‘มติชน’ ถึงกรณีที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติ 4 ต่อ 0 วินิจฉัยสถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ว่าขาดคุณสมบัติ นั้น มองว่า คณะกรรมการสรรหาฯ เป็นกรรมการที่กฎหมายกำหนดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เฉพาะกิจ มีหน้าที่ในการสรรหาและพิจารณาคุณสมบัติของผู้เข้าสู่กระบวนการสรรหา เมื่อดำเนินการสรรหาเสร็จสิ้น และบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว บทบาทของคณะกรรมการสรรหาก็ควรสิ้นสุดลง
“คณะกรรมการสรรหาไม่ได้มีลักษณะเป็นองค์กรถาวร และไม่พบว่ามีกฎหมายบัญญัติให้คณะกรรมการสรรหาชุดดังกล่าวมีอำนาจต่อเนื่องหรือมีอำนาจถาวรในการกลับมาพิจารณาสถานะของกรรมการ กสทช. ภายหลังจากได้รับการแต่งตั้งแล้ว เป็นภาพของกรรมการเฉพาะกิจ เป็นกรรมการเฉพาะกิจที่กฎหมายเขียนมาให้ทำหน้าที่ หน้าที่สรรหา แล้วก็พิจารณาคุณสมบัติ เมื่อสรรหาได้แล้ว บทบาทของกรรมการสรรหาก็จบลง” นายณรงค์ กล่าว
นายณรงค์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับความเห็นของ นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหา และได้แสดงความเห็นคัดค้านเกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ก่อนถอนตัวจากการประชุมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า มาตรา 15/1 ให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยปัญหาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามเฉพาะ “ผู้สมัครเข้ารับการสรรหา” หรือ “ผู้ได้รับการคัดเลือก” เท่านั้น เมื่อบุคคลนั้นได้รับการแต่งตั้งและมีสถานะเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว อำนาจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง อีกทั้งไม่ปรากฏบทบัญญัติใดให้อำนาจคณะกรรมการสรรหากลับมาวินิจฉัยการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. อย่างชัดแจ้ง
นายณรงค์ กล่าวว่า ทั้งนี้ หากได้รับการสรรหาและได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ไปแล้ว และต่อมาปรากฏเหตุว่าบุคคลดังกล่าวอาจขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม ก็ต้องกลับไปดูว่ากฎหมายกำหนดกลไกหรือให้อำนาจองค์กรใดดำเนินการในกรณีดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ควรสรุปว่าคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมจะมีอำนาจกลับมาดำเนินการได้โดยอัตโนมัติ เพราะต้องมีบทบัญญัติรองรับอย่างชัดเจน
“อันนี้ต้องไปดูว่ามันมีกฎหมายเขียนรองรับไว้ไหมว่า เมื่อกรรมการขาดคุณสมบัติบางคน หรือปรากฏภายหลังว่ากรรมการขาดคุณสมบัติ ให้ดำเนินการอย่างไร ต้องไปดู ซึ่งเท่าที่อ่านคร่าวๆ ไม่มีกฎหมายเขียนในเรื่องที่ว่า ปรากฏภายหลังว่าคนที่เป็นกรรมการขาดคุณสมบัติ นั่นไม่มี ก็เลยมีประเด็นว่า กรรมการสรรหาทำหน้าที่ตรงนี้ได้หรือไม่เท่านั้นเอง” นายณรงค์ กล่าว
นายณรงค์ กล่าวว่า สำหรับกรณีหนังสือที่ทำถึงนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภา เพื่อแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ ในการวินิจฉัยสถานะประธาน กสทช. ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม เพียงแต่เขียนหนังสือไปตามความเห็นของตนในมุมมองทางกฎหมาย เป็นกลาง และไม่ได้ลงรายละเอียดหรือเจาะจงไปมากกว่านั้น
“ความเห็นดังกล่าวเป็นการมองประเด็นในฐานะคนกลาง ไม่ได้มีเจตนาสนับสนุนว่าการดำเนินการของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ว่าถูกต้อง หรือชี้ว่าประธาน กสทช. ขาดหรือไม่ขาดคุณสมบัติ แต่ต้องการตั้งข้อสังเกตเฉพาะเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหา โดยหวังให้เรื่องนี้มีทางออกที่ดีที่สุดและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย” นายณรงค์ กล่าว
นายณรงค์ กล่าวว่า ส่วนประเด็นว่า นพ.สรณ จะขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือไม่นั้น ไม่ขอก้าวล่วง และเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจตามกฎหมายที่จะต้องพิจารณา เนื่องจากขณะนี้เรื่องมีการถกเถียงกันอย่างมาก จึงไม่ต้องการให้ความเห็นถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งในฐานะบุคคลที่อยู่ในแวดวงกฎหมาย ต้องการเห็นการใช้กฎหมายที่นำไปสู่ความเป็นธรรมในสังคม



