หน้าแรก การเมือง ปิยบุตร ชี้ 1...

ปิยบุตร ชี้ 10 ปีประชามติ กับดักทำรธน.ใหม่ไม่ได้ อยู่ที่คำวินิฉัยศาล เสนอ 4 โจทย์รณรงค์ใหม่

8.08.26 | 20:31 น.

ปิยบุตร ชี้ 10 ปีประชามติรธน. กับดักทำฉบับใหม่ไม่ได้ อยู่ที่คำวินิฉัยศาล เสนอ 4 โจทย์ จัดรูปขบวนรณรงค์ใหม่


เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์การเมืองไทย ว่า 10 ปี ประชามติรัฐธรรมนูญ 60 ได้เวลาเปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่

วันที่ 7 สิงหาคม 2559 ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ภายใต้กติกาไม่เป็นธรรม ฝ่ายไม่เห็นชอบ รณรงค์ได้อย่างยากลำบาก หลายคนถูกจับกุม ดำเนินคดี ผลปรากฏว่า ฝ่ายเห็นชอบชนะไป 16,820,402 เสียง

เกือบ 10 ปีให้หลัง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนออกเสียงประชามติ ในคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่“ ผลปรากฏว่า ฝ่ายเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญใหม่แทนที่รัฐธรรมนูญ 2560 ชนะไปด้วยคะแนนเสียง 21,621,638 การออกเสียงประชามติผ่านมาแล้ว 6 เดือน จนมาถึงวันนี้ 7 สิงหา 69 ครบบรรจบ 10 ปีการออกเสียงประชามติ 7 สิงหา 59 พอดี

Advertisement

ถึงเวลาอันควรที่จะต้องยืนยันว่า ตกลงแล้ว ประชาชน ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดิน ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ผู้ทรงอำนาจกำหนดระบอบการเมืองการปกครองของประเทศ เห็นกันอย่างไร? ประจักษ์พยานชัดเจน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ บอกว่า แผ่นดินนี้ ประเทศนี้ ต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ จนวันนี้ ทั้งๆที่คะแนนเสียงถล่มทลายขนาดนี้ เหตุใดรัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่เกิด ?

เหตุผล คือ เราไป “ติดกับ” อยู่กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่า มีรัฐธรรมนูญใหม่ ได้ แต่ต้องผ่านประชามติ และต้องยกร่างโดยรัฐสภา ทำให้ สมาชิกรัฐสภา คิดคำนวณว่า แม้จะมีประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว แต่ก็ต้องทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม กำหนดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญวางไว้ และเอาเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา พรรคการเมือง ผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา จึงต้องหมกมุ่นถกเถียงกันว่า จะออกแบบรูปแบบองค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไร ให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ผมเห็นว่า ณ เวลานี้ การเดินตามศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นการตีโจทย์ผิด ผมอยากเสนอว่า เราลองมาตีโจทย์กันใหม่ ดังนี้ ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดิน ได้แสดงออกอย่างพร้อมเพรียงในวันที่ 8 ก.พ.69 แล้วว่า ต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นี่คือการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้นตำรับ หรือที่ในทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญเรียกว่า Pouvoir constituant originaire กล่าวให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือการใช้ ปฐมอำนาจสูงสุด ซึ่งติดตัวประชาชนมาแต่กำเนิด ในฐานะที่ประชาชนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการเมืองที่ทุกคนต้องอยู่อาศัยร่วมกัน

อำนาจชนิดนี้ ทรงพลานุภาพมากกว่าอำนาจที่รัฐสภาใช้ตรากฎหมาย หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อำนาจชนิดนี้ ทรงพลานุภาพมากกว่าอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ทำคำวินิจฉัย

เช่นนี้แล้ว เราจะนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมากำหนดกระบวนการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างไร

ก็ในเมื่ออำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ ได้บอกแล้วว่า ต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 ทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 60 ประชาชนต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งก็รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญที่กำเนิดมาตามรัฐธรรมนูญ 60 ด้วย แล้วเราจะเอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มาเป็นตัวกำหนดการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 และทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้อย่างไร?

ฐานความชอบธรรมจากประชามติ 8 ก.พ.69 ทรงพลังมาก ไม่มีความจำเป็นใดที่เราต้องกังวลกับ “กรงขัง” ที่ศาลรัฐธรรมนูญล้อมคอกเราไว้

ณ เวลานี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรณรงค์ทางความคิด ให้ประชาชนคนส่วนใหญ่ของแผ่นดินนี้ ได้เข้าใจตรงกันว่า ประชามติให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีศักดิ์สถานะทางอำนาจ สูงกว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจออกคำวินิจฉัยจากรัฐธรรมนูญ อาศัยอำนาจที่รัฐธรรมนูญมอบให้มา แต่ประชาชน ใช้อำนาจตามธรรมชาติ สัมบูรณ์ ไร้ขีดจำกัด สูงสุด บอกว่า ต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 และสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่

ศาลรัฐธรรมนูญ ที่คลอดออกมาจากรัฐธรรมนูญ 60 จึงไม่มีวันที่จะใหญ่กว่า ประชาชน ผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ ผู้ทรงศักยภาพในการทำลายรัฐธรรมนูญเดิม และสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่ได้นิจนิรันดร์

ในโอกาสที่ครบรอบ 10 ปี ประชามติ 7 สิงหาคม 59 ซึ่งเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ 60 นี้ ผมอยากเสนอว่า เราควรนำประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” กลับมาชูธงเป็นคำขวัญ เพื่อสร้างแนวร่วมประชาชนต่อต้านระบอบปรสิตที่อาศัยเติบโตจากรัฐธรรมนูญ 60 ด้วยเหตุผล ดังนี้

1. ประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” เป็นประเด็นที่เอื้อต่อการสร้างแนวร่วมประชาชนออกไปในวงกว้าง ง่ายต่อการเข้าถึง โดนใจคนทุกกลุ่ม ไม่ติดอยู่กับความเป็นมวลชนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

2. การรณรงค์ “รัฐธรรมนูญใหม่” มีเนื้อหาหลากหลาย ครอบคลุมทั้งประเด็นปัญหาชีวิตประจำวัน และปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่แต่ละคนเผชิญอยู่

วุฒิสภา มาจากไหน ต้องมีหรือไม่ ระบบเลือกตั้งควรเป็นอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญ ศาล องค์กรอิสระ ควรเป็นอย่างไร หมวด 1 หมวด 2 หมวดอื่นๆ ว่าอย่างไร การกระจายอำนาจ การปฏิรูประบบราชการ การปราบทุจริต สิทธิ เสรีภาพ การศึกษา คุณภาพชีวิต ที่ดินทำกิน สวัสดิการ อีกสารพัดเรื่อง ต่างก็มี ”ห่วงโซ่ความเขื่อมโยง“ กลับมาที่ ”รัฐธรรมนูญ“ เช่นนี้ เอง เราสามารถรณรงค์หลากหลายประเด็น ภายใต้ร่ม ”รัฐธรรมนูญ”

3. ประชามติ 8 ก.พ.2569 คือ ฐานความขอบธรรมที่ทำให้การรณงค์รัฐธรรมนูญใหม่ มาแบบ ถูกที่ ถูกเวลา และชอบธรรม

4. การรณรงค์รัฐธรรมนูญใหม่ อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ภายใต้ระบบ เพดาน แต่ในขณะเดียวกัน ประเด็นเนื้อหาที่รณรงค์กันนััน ก็สามารถไต่เส้นไต่เพดานไปได้มากที่สุดด้วย

ผมทราบดีว่า มีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อย ได้รณรงค์การทำรัฐธรรมนูญใหม่มาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ผมอยากชี้ชวนให้เห็นโจทย์ใหม่ จัดรูปขบวนรณรงค์ใหม่ ต้องไม่เดินตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ต้องยืนยันว่า การออกเสียงประชามติ 8 ก.พ.69 คือ การใช้อำนาจปฐมสถาปนา ซึ่งสูงและใหญ่กว่าอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ต้องไม่ติดกับการต่อสู้ในรัฐสภา เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น

หากเราติดหล่มอยู่ในสมรภูมินี้ พวกเขาก็จะบีบให้เราเลือกอยู่แค่สองทาง ระหว่าง “อยู่กับรัฐธรรมนูญ 60 ต่อไป” หรือ “แก้รัฐธรรมนูญกำหนดกระบวนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้การอำนวยการของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่คุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ในวุฒิสภา และว่ากันว่า ในองค์กรอิสระด้วย”

หากเราสู้ในรัฐสภา พวกเขาก็ใช้เสียงข้างมากลากไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตามแบบที่พวกเขาต้องการ เมื่อนั้น เราจะยกความชอบธรรมมาสู้กับเขายากขึ้น เพราะพวกเขาจะบอกว่า ทั้งหมดมาตามกระบวนการ และหน้าด้านหน้าทน อ้างประชามติอีกด้วย

แต่ถ้าเรายอมอยู่กับรัฐธรรมนูญ 60 ต่อไป ไม่กล้าขยับกระบวนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะเกรงว่า ระบอบสีน้ำเงินจะกินรวบหมด เราก็ละทิ้งฐานความขอบธรรมจากประชามติ 8 ก.พ. 69 ไปเสียหมด สภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออกเช่นนี้ เราไม่จำเป็นต้องอยู่ ดึงตนเองออกมา ชูธง “อำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ” จากประชามติ 8 ก.พ.69 ให้สูงเด่น อธิบายใหม่ รณรงค์ความคิดใหม่

เมื่อประชาชนเข้าใจตรงกันถึงพลานุภาพของตน สถานการณ์สุกงอม เมื่อพรรคการเมือง “กองหน้า” (ถ้าหากมี) ประสานพลัง รับภารกิจของประชาชนไป

เดินหน้า ทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยตระหนักว่า “มือ” และ “เท้า” ของตนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ มีพลังมากกว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน

เมื่อนั้น “ประชาชน” จะปรากฏกายขึ้น “พลังทางการเมือง“ จะเป็นผู้ให้คำตอบ