ทวี สอดส่อง เจาะมหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่น ‘อาชญากรรมเพื่อช่วยเหลืออาชญากร’
คดีทุจริตสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ไม่ใช่เพียงคดี “โกงสอบ” แต่กำลังเปิดให้เห็นสิ่งที่ร้ายแรงยิ่งกว่า คือ เมื่อการกระทำความผิดเกิดผลไปแล้ว กลับปรากฏการกระทำอีกชั้นหนึ่งที่ต้องสอบสวนว่า มีขึ้นเพื่อแก้ไขพยานหลักฐานย้อนหลัง ปกปิดความผิดเดิม และช่วยเหลือผู้กระทำความผิดหรือไม่
นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า “อาชญากรรมเพื่อช่วยเหลืออาชญากร”
วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ร่วมกับ บก.ปปป. และ CIB นำหมายค้นเข้าตรวจค้นบริษัทสามเมืองฯ จังหวัดนนทบุรี พบข้าราชการส่วนท้องถิ่น 11 ราย กำลังดำเนินการเกี่ยวกับกระดาษคำตอบและไฟล์คะแนนสอบ พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์และพยานหลักฐานหลายรายการ
ประเด็นสำคัญตามที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน คือ ผู้สมัครสอบจำนวน 5,960 ราย ที่มีประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงจากผู้สอบไม่ผ่านให้ปรากฏเป็นผู้สอบผ่าน
แต่วันที่ 22 มิถุนายน ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของเรื่อง เพราะก่อนหน้านั้น กสถ. ได้ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และมีการนำบัญชีไปใช้จนมีผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการแล้ว ผลของการกระทำจึงไม่ได้อยู่เพียงในคอมพิวเตอร์ แต่ เกิดผลจริงในระบบราชการและต่อเงินแผ่นดินแล้ว
คำถามจึงตรงไปตรงมาว่า ในเมื่อประกาศผลแล้ว ขึ้นบัญชีแล้ว และมีการบรรจุแล้ว เหตุใดจึงยังต้องกลับไปดำเนินการกับไฟล์คะแนนและกระดาษคำตอบอีก?
หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการทำให้หลักฐานต้นทางสอดคล้องกับผลที่ประกาศไปแล้ว เพื่อปกปิดการกระทำเดิม นั่นย่อมไม่ใช่เพียงการโกงสอบ แต่เป็น การกระทำอีกชั้นหนึ่งเพื่อช่วยเหลือและปกปิดผู้กระทำความผิดเดิม
แก้บัญชีใหม่ ไม่ได้ลบความผิดเดิม
ล่าสุด กสถ. ได้ออกประกาศยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้บางส่วนและขึ้นบัญชีใหม่ สำหรับกลุ่มภาคใต้ เขต 1 และเขต 2 การแก้บัญชีอาจแก้ผลทางปกครอง แต่ไม่อาจลบสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า กลับยิ่งต้องสอบสวนว่า ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์เข้าไปปรากฏในกระบวนการประกาศผลได้อย่างไร ใครจัดทำ ใครเสนอ ใครตรวจสอบ ใครรับรอง และใครสั่งการ
รวมถึงต้องตรวจสอบผู้ที่ถูกนำออกจากบัญชีว่า มีบุคคลใกล้ชิดนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงหรือไม่ หากมีจริง ย่อมเป็นเส้นทางสำคัญในการสาวจาก “ผู้ได้รับประโยชน์” ไปถึง “ผู้บงการ”
เพราะ การแก้บัญชีในวันนี้อาจแก้ผลทางปกครอง แต่ไม่อาจลบความรับผิดทางอาญาที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
เงิน ตำแหน่ง และอำนาจ
อีกด้านหนึ่ง มีข้อมูลที่ต้องตรวจสอบถึงการเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์จากผู้สมัครสอบหรือญาติ เพื่อแลกกับการช่วยให้สอบผ่าน ขึ้นบัญชี หรือได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ ประมาณรายละ 450,000–1,000,000 บาท และมีการประเมินว่า มูลค่าที่อาจเกี่ยวข้องอาจสูงถึงประมาณ 4,500–5,000 ล้านบาท
จึงต้องตามทั้ง เส้นทางเงินและเส้นทางอำนาจ ว่าใครเรียกรับ ใครรวบรวม ใครแบ่งผลประโยชน์ เงินไปถึงใคร และมีใครได้รับตำแหน่ง ความก้าวหน้า หรืออำนาจเป็นผลตอบแทนหรือไม่
ในทางอาชญาวิทยา เมื่อการทุจริตให้ผลตอบแทนทั้งเงิน ตำแหน่ง และอำนาจ แต่มีความเสี่ยงถูกลงโทษต่ำ ย่อมจูงใจให้กระทำผิด และเมื่อถ่ายทอดกันในเครือข่าย การทุจริตก็ถูกผลิตซ้ำจนฝังตัวอยู่ในระบบ
เมื่อ เงินสร้างอำนาจ อำนาจสร้างตำแหน่ง และตำแหน่งถูกใช้ปกป้องผลประโยชน์ การโกงสอบจึงอาจพัฒนาเป็นอาชญากรรมเชิงโครงสร้างที่ฝังตัวอยู่ในระบบราชการ
ถ้ารัฐบาลจะตั้งกรรมการ ต้องกล้าตรวจ “บาดแผลต้นน้ำ”
ขณะนี้ ป.ป.ช. ได้ดำเนินกระบวนการไต่สวน “คณะกรรมการ กสถ. กับพวก” ขณะที่พนักงานสอบสวนดำเนินคดีและมีการตรวจยึดของกลางกับพยานหลักฐานแล้ว
หากรัฐบาลจะตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย” ขึ้นมาอีกชุด สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่งานซ้ำกับ ป.ป.ช. และพนักงานสอบสวน แต่ต้องกล้าย้อนกลับไปตรวจ “บาดแผลต้นน้ำ” ที่เกิดจากการตัดสินใจของฝ่ายบริหารเอง
ต้องตรวจตั้งแต่การ ชะลอการลงนามสัญญาและยกเลิกมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะการเสนอราคา โดยมีหนังสือของอธิบดี สถ. ในขณะนั้นอ้างข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกอบกับกระบวนการของปลัดกระทรวงมหาดไทย กสถ. และ สถ. ก่อนมีประกาศลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ยกเลิกผู้ชนะเดิม
รัฐบาลต้องตอบว่า เหตุใดจึงชะลอสัญญา ข้อร้องเรียนมีข้อเท็จจริงและน้ำหนักเพียงใด เหตุใดข้อบกพร่องของ TOR ที่ฝ่ายรัฐเป็นผู้จัดทำเองจึงกลายเป็นเหตุยกเลิกผู้ชนะ ใครเสนอ ใครเห็นชอบ ใครสั่งการ และใครได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผู้จัดสอบ
ยังไม่อาจสรุปโดยปราศจากพยานหลักฐานว่า การยกเลิกมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นส่วนหนึ่งของแผนทุจริตเดียวกัน แต่เมื่อการตัดสินใจดังกล่าว เปลี่ยนเส้นทางของการจัดสอบทั้งระบบ ก่อนเกิดคดีทุจริตครั้งใหญ่ รัฐบาลย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบว่า เหตุการณ์ต้นน้ำกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่
ถ้ารัฐบาลจะตั้งกรรมการตรวจสอบ ก็ต้องกล้าตรวจ บาดแผลที่รัฐบาล กระทรวงมหาดไทย กสถ. และ สถ. สร้างไว้ตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่ตรวจเฉพาะคนที่ถูกจับได้ที่ปลายน้ำ
“ค้นหาความจริง” หรือ “จำกัดความจริง”
ในทางอาชญาวิทยา “แนวคิดความขัดแย้ง” ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจทางการเมือง กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมว่า ผู้มีอำนาจอาจมีอิทธิพลต่อการกำหนดว่า ใครถูกตรวจสอบ ใครถูกดำเนินคดี และคดีจะเดินไปไกลเพียงใด
คดีนี้จึงต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่า “ใครถูกดำเนินคดี” แต่ต้องถามว่า “ใครไม่ถูกดำเนินคดี คดีหยุดอยู่ที่ใคร และเหตุใดจึงหยุดอยู่ตรงนั้น”
รัฐบาลต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำว่า กระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ใช่การปกป้องหรือตัดตอนความรับผิด แต่เปิดทางให้กระบวนการยุติธรรมสาวไปถึงผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ต้องไปให้ถึง “ผู้บงการ”
การจับผู้ที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของคดี
คดีนี้ต้องตามให้ครบ 3 เส้นทาง — ข้อมูล เงิน และคำสั่ง ว่าใครเปลี่ยนผู้สอบไม่ผ่านให้เป็นผู้สอบผ่าน เงินไปอยู่ที่ใคร และใครเป็นผู้สั่งการ
เพราะ ข้อมูลไม่ได้เดินเข้าไปในประกาศราชการด้วยตัวเอง — ต้องมีคนทำ ต้องมีคนเสนอ ต้องมีคนรับรอง และหากเป็นขบวนการ ต้องมีคนสั่ง
คดีนี้จึงเป็นบททดสอบว่า กระบวนการยุติธรรมจะกล้าสาวจาก ผู้ลงมือ ไปถึงผู้ใช้ ผู้จ้างวาน ผู้สนับสนุน ผู้รับผลประโยชน์ และผู้บงการ หรือจะหยุดลงเมื่อเข้าใกล้ผู้มีอำนาจ
การปราบอาชญากรรมจะยังไม่สิ้นสุด หากจับได้เพียงผู้ลงมือ แต่ปล่อยให้ผู้บงการและผู้ที่ช่วยปกปิดความผิดยังคงลอยนวล




