หน้าแรก การเมือง ถอดบทเรียนเหต...

ถอดบทเรียนเหตุกราดยิง โจทย์ใหญ่เร่งล้อมคอก-สกัดซ้ำรอย

10.08.26 | 14:58 น.

หมายเหตุความเห็นและข้อเสนอแนะนักวิชาการ ถึงแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา กรณีนักเรียนชายชั้น ม.3 ก่อเหตุยิงครู บุคลากร และนักเรียนภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก


วรตม์ โชติพิทยสุนนท์
โฆษกกรมสุขภาพจิตและกระทรวงสาธารณสุข

พฤติกรรมความรุนแรงที่สังคมมองเห็นเปรียบเสมือน “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เพราะสิ่งที่ปรากฏออกมาเป็นพฤติกรรมให้เห็น เป็นเพียงส่วนที่โผล่พ้นน้ำ ขณะที่ภายใต้พฤติกรรมอาจมีปัจจัยอีกจำนวนมากที่สั่งสมอยู่ก่อนหน้านั้น ทั้งประสบการณ์การถูกกลั่นแกล้ง การถูกทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ ปัญหาความสัมพันธ์ ตลอดจนปัญหาสุขภาพจิตเดิมของบุคคลนั้น เมื่อเกิดความเครียด ความโกรธ ความเจ็บปวดทางอารมณ์ขึ้น แต่ไม่ได้รับการระบายหรือได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ความรู้สึกเหล่านั้นอาจสะสมและหมุนเวียนอยู่ภายในตัวบุคคลในบางคน พลังดังกล่าวอาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง เช่น เกิดภาวะซึมเศร้า พฤติกรรมทำร้ายตัวเอง หรือรุนแรงถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตาย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอาจระบายความรู้สึกออกไปภายนอก กลายเป็นความก้าวร้าว การทำร้ายผู้อื่น หรือพฤติกรรมรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ความรุนแรงที่เราเห็น ไม่ได้บอกเราทั้งหมดว่าข้างใต้เกิดอะไรขึ้น เพราะสิ่งที่ปรากฏออกมาเป็นเพียงปลายทางของปัญหาที่อาจสะสมมานาน การตอบสนองของแต่ละคนต่อประสบการณ์ความเครียดหรือความเจ็บปวดจึงแตกต่างกัน และไม่ได้หมายความว่าบุคคลหนึ่งจะสามารถเลือกได้อย่างมีสติว่าจะระบายออกมาในรูปแบบใด เพราะกลไกทางอารมณ์และจิตใจมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน

Advertisement

หากพิจารณาจากข้อมูลและสถิติ เหตุการณ์กราดยิงไม่ได้เกิดจากเด็กเป็นส่วนใหญ่ แต่เหตุที่ผู้ก่อเหตุเป็นเด็กหรือเยาวชนมักกระตุ้นความสนใจของสังคมมากกว่า เพราะคนจำนวนมากไม่สามารถทำความเข้าใจได้ทันทีว่า เหตุใดเด็กจึงเลือกตอบสนองต่อปัญหาด้วยความรุนแรงในระดับดังกล่าว เมื่อย้อนดูเหตุการณ์ความรุนแรงในอดีต จะพบผู้ก่อเหตุที่เป็นผู้ใหญ่จำนวนมาก ทั้งเหตุการณ์ในพื้นที่สาธารณะ ศูนย์เด็กเล็ก หรือห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อเป็นเด็กก่อเหตุ สังคมมักตั้งคำถามมากเป็นพิเศษ เพราะความคาดหวังโดยทั่วไปมองว่าเด็กยังอยู่ในช่วงวัยที่ควรได้รับการดูแลและปกป้อง ดังนั้น จึงไม่ควรสรุปจากเหตุการณ์ที่เป็นข่าวเพียงไม่กี่กรณีว่าเด็กมีแนวโน้มก่อเหตุรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่

ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษหลังเกิดเหตุรุนแรง คือ ความเป็นไปได้ของพฤติกรรมเลียนแบบ “Copycat” มีบทเรียนจากต่างประเทศพบว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นแล้ว เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ การเรียนรู้จากเหตุการณ์ก่อนหน้า การเรียนรู้ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าผู้รับข้อมูลข่าวสารจะกลายเป็นผู้ก่อเหตุทั้งหมด แต่ในบุคคลที่มีความคิดหรือความเปราะบางบางอย่างอยู่เดิม อาจรับข้อมูลเพียงบางส่วนจากการนำเสนอเหตุการณ์ แล้วนำไปเชื่อมโยงกับความคิดหรือความคับข้องใจของตัวเอง สิ่งที่น่ากังวล คือ ผู้มีแนวโน้มก่อเหตุอาจไม่ได้รับสารทั้งหมดที่สื่อหรือผู้เชี่ยวชาญพยายามอธิบาย แต่อาจหยิบเพียงบางช่วงไปตีความว่าเป็นเหตุผลที่สนับสนุนความคิดของตัวเอง

“เราไม่ได้ต้องการให้คนเป็นร้อยคนคิดแบบนั้น เรากังวลกับคนเพียงคนเดียวที่หยิบข้อมูลบางส่วนไปตีความผิด แล้วนำไปใช้เป็นเหตุผลในการก่อเหตุ”

ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ จึงยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์ใดจะเข้าข่าย Copycat หรือเกิดภายในเวลาเท่าใด ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยมีเหตุการณ์ลักษณะใกล้เคียงกัน เหตุการณ์ครั้งล่าสุดทำให้ประเด็นดังกล่าวต้องได้รับการเรียนรู้อย่างจริงจังมากขึ้น ประเด็นสำคัญ คือ การสังเกตสัญญาณเตือน เพราะในหลายกรณี เมื่อย้อนกลับไปตรวจสอบภายหลัง มักพบพฤติกรรมบางอย่างที่สามารถมองได้ว่าเป็นสัญญาณของความรุนแรงมาก่อน แต่ช่วงนั้นคนรอบข้างอาจไม่ให้ความสำคัญ พฤติกรรมที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ การพูดถึงการทำร้ายหรือฆ่า
ผู้อื่น การพูดถึงการจบชีวิตของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การเริ่มพกอาวุธมาใช้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปสู่การทำร้ายตัวเอง ผู้อื่น สัตว์ หรือทำลายสิ่งของ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีพฤติกรรมดังกล่าวจะกลายเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง แต่เป็นสัญญาณที่ควรสังเกตและประเมินอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อมีหลายสัญญาณเกิดขึ้นร่วมกัน ซึ่งความรุนแรงครั้งใหญ่จำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นจากศูนย์ แต่มักมีความรุนแรงเล็กๆ ปรากฏให้เห็นมาก่อน เพียงแต่ตอนนั้นเราอาจไม่เห็นความสำคัญ

ปัญหา คือ สัญญาณเหล่านี้อาจถูกมองข้าม เพราะครูหนึ่งคนต้องดูแลนักเรียนจำนวนมาก เพื่อนบางคนไม่สนิท เด็กบางคนอาจเก็บตัว ไม่พูด ไม่เล่าความรู้สึกให้ใครฟัง ช่องว่างดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของโรงเรียน แต่เป็นโจทย์ของทั้งสังคมว่า จะทำอย่างไรให้ครอบครัว โรงเรียน เพื่อน และชุมชน มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากพอจะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เหล่านี้ได้เร็วขึ้น

การแก้ปัญหาไม่ควรมุ่งไปที่การคัดกรองเด็กทุกคนเพียงอย่างเดียว เพราะในทางปฏิบัติไม่สามารถให้จิตแพทย์หรือบุคลากรด้านสุขภาพจิตเข้าไปประเมินเด็กทุกคนทั่วประเทศได้อย่างต่อเนื่อง แม้โรงเรียนจะสามารถใช้แบบประเมินหรือเครื่องมือคัดกรองทางสุขภาพจิตได้ แต่การคัดกรองปีละครั้ง ไม่สามารถสะท้อนสภาวะทางอารมณ์ของเด็กที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ทั้งหมด และสิ่งที่สำคัญกว่า คือ การสร้าง “เกราะป้องกันทางใจ” ให้เด็กทุกคนตั้งแต่ต้น ทั้งทักษะการจัดการอารมณ์ การแก้ปัญหา การมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย และการทำให้เด็กกล้าที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อเจอปัญหา ต้องทำให้เด็กทุกคนมีภูมิคุ้มกันทางใจ รู้ว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้น เขาสามารถหันไปหาใครได้ และโรงเรียนควรมีระบบสนับสนุนครูให้มีความรู้ในการสังเกตพฤติกรรม มีแนวทางเมื่อพบสัญญาณผิดปกติ และมีผู้เชี่ยวชาญหรือช่องทางให้ปรึกษาเมื่อครูไม่สามารถจัดการสถานการณ์ได้

ในทางปฏิบัติ เพื่อนมักเป็นคนแรกๆ ที่สังเกตเห็นความผิดปกติ เพราะเด็กใช้เวลาอยู่กับเพื่อนในชีวิตประจำวันมากกว่าที่ครูคนหนึ่งจะสามารถติดตามเด็กแต่ละคนได้อย่างใกล้ชิด ดังนั้นการสร้างทักษะให้เพื่อนสามารถรับฟังและช่วยเหลือกันจึงมีความสำคัญ การช่วยเหลือไม่ได้หมายถึงการเข้าไปสั่งสอนหรือบอกให้เพื่อนทำ แต่สิ่งที่ควรทำ คือ เปิดพื้นที่ให้พูด ค่อยๆ ถามว่าต้องการให้ช่วยหรือไม่ อยากให้พาไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ที่ไว้ใจหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีเด็กมีปัญหากับครูหรือครอบครัว การบังคับให้เด็กไปเล่ากับบุคคลที่เขาไม่ไว้วางใจอาจยิ่งทำให้ปิดกั้นตัวเองมากขึ้น ซึ่งเพื่อนไม่จำเป็นต้องเป็นคนแก้ปัญหาให้เพื่อน แต่ต้องเป็นคนที่ทำให้เขารู้ว่า เขาไม่จำเป็นต้องเผชิญปัญหานั้นเพียงลำพัง หากพบว่ามีความเสี่ยงรุนแรง เพื่อนไม่ควรรับภาระไว้เพียงคนเดียว แต่ควรเชื่อมต่อไปผู้ใหญ่หรือผู้เชี่ยวชาญที่เด็กไว้วางใจ สำหรับเด็กหรือเยาวชนที่รู้สึกว่าไม่สามารถพูดคุยกับครอบครัว ครู หรือเพื่อนได้ ยังสามารถขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางอื่นได้ กรณีปัญหาด้านการศึกษา การถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ได้รับการแก้ไขจากโรงเรียน สามารถติดต่อสายด่วนการศึกษา 1579 ของกระทรวงศึกษาธิการ หากเป็นปัญหาครอบครัวหรือปัญหาสังคม สามารถติดต่อสายด่วน 1300 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หากรู้สึกเศร้า เครียด มีปัญหาทางใจไม่
สามารถอธิบายได้ สามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีช่องทางเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบช่วยเหลือ แต่สิ่งสำคัญ คือ ทำให้คนที่กำลังมีปัญหารู้ว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องผิด และไม่จำเป็นต้องรอจนปัญหากลายเป็นวิกฤต

ในกรณีของความรุนแรงต่อตัวเอง โดยเฉพาะภาวะที่บุคคลกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจฆ่าตัวตาย การมีใครสักคนเข้าไปนั่งรับฟังในช่วงเวลาวิกฤตสามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะไม่สามารถนำตัวเลขดังกล่าวไปเหมารวมกับความรุนแรงทุกประเภทได้ แต่หลักการสำคัญ คือ การเปิดพื้นที่ให้บุคคลได้พูดถึงความเจ็บปวด ความโกรธ และความสิ้นหวัง สามารถช่วยให้สถานการณ์มีโอกาสคลี่คลายก่อนถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ บางครั้งสิ่งที่คนกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตต้องการ ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่คือใครสักคนที่ยอมอยู่กับเขาและฟังว่าเขากำลังเจ็บปวดแค่ไหน

การอธิบายเหตุการณ์รุนแรงด้วยสาเหตุเดียว เช่น ปัญหาส่วนตัว ปัญหาครอบครัว การถูกกลั่นแกล้ง สุขภาพจิต หรือการเข้าถึงอาวุธ อาจไม่เพียงพอ เพราะเหตุการณ์หนึ่งอาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่างที่มาประกอบกันในช่วงเวลาเดียวกัน แนวคิดหนึ่งที่ใช้อธิบายเรื่องนี้คือ “Swiss Cheese Model” เปรียบเหมือนแผ่นชีสที่มีรูจำนวนมาก เมื่อรูแต่ละแผ่นมาเรียงตรงกันพอดี จึงเปิดช่องให้เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นได้ ดังนั้น หากสามารถลดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งออกไปได้ ก็อาจทำให้โอกาสที่ปัจจัยทั้งหมดจะเรียงตัวตรงกัน
ลดลง

อาวุธอาจไม่ใช่ปัจจัยโดยตรงที่ทำให้บุคคลหนึ่งตัดสินใจก่อความรุนแรง แต่เป็นปัจจัยที่สามารถขยายขนาดของความเสียหายได้อย่างชัดเจน หากบุคคลที่มีความคิดรุนแรงสามารถเข้าถึงอาวุธที่มีศักยภาพในการทำร้ายคนจำนวนมากได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมมีโอกาสรุนแรงและกว้างขวางมากขึ้น

อาวุธอาจไม่ได้สร้างความคิดรุนแรงขึ้นมา แต่เมื่อความคิดนั้นเกิดขึ้นแล้ว อาวุธสามารถทำให้ขนาดของความเสียหายใหญ่ขึ้นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ การป้องกันเหตุจึงต้องทำหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการดูแลสุขภาพจิต การสร้างระบบช่วยเหลือ การสังเกตสัญญาณเตือน และการลดโอกาสเข้าถึงสิ่งที่สามารถขยายความรุนแรง สำหรับผู้ปกครองที่กำลังวิตกกังวลว่า ลูกจะปลอดภัยหรือไม่เมื่อต้องไปโรงเรียน พ่อแม่สามารถตระหนักถึงความเสี่ยงได้ แต่ไม่ควรปล่อยให้ความตระหนักกลายเป็นความตื่นตระหนกจนกระทบการใช้ชีวิตของเด็ก สิ่งที่ควรทำ คือ ใช้เหตุการณ์นี้เป็นโอกาสเปิดบทสนทนากับลูก เช่น หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ลูกจะหนี ซ่อน หรือขอความช่วยเหลืออย่างไร ลูกมีเพื่อนคนไหนกำลังมีปัญหาหรือมีสัญญาณความรุนแรงหรือไม่ หากตัวลูกเองกำลังมีปัญหา จะกล้าเล่าให้พ่อแม่ฟังหรือไม่ ประเด็นสำคัญคือ ไม่ควรสอนให้เด็กตีตัวออกห่างจากเพื่อนที่มีปัญหา แต่ควรสอนให้รู้ว่าจะช่วยเหลือเพื่อนอย่างไร และเมื่อใดที่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่

เราไม่ควรใช้ความกลัวเป็นเหตุผลทำให้ลูกไม่ไปโรงเรียน แต่ควรใช้ความกังวลเป็นโอกาสในการคุยกับลูกว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น ลูกมีทางออกและมีคนที่พร้อมจะช่วยเขาหรือไม่ พร้อมกันนั้น โรงเรียนควรเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัย ฝึกซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การรับมือกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมความปลอดภัย

เมื่อเวลาผ่านไป ความหวาดกลัวของสังคมย่อมลดลง และเด็กสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น คือ การที่สังคมกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมโดยไม่ได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา หากทุกคนมองว่าปัญหานี้เป็นเพียงหน้าที่ของหน่วยงานรัฐหรือโรงเรียนในการแก้ไข โอกาสที่ปัญหาจะกลับมาเกิดซ้ำก็ยังคงมีอยู่ แต่หากสังคมมองว่าเป็นปัญหาร่วมกัน ทั้งครอบครัว โรงเรียน เพื่อน ชุมชน หน่วยงานรัฐ และผู้ผลิตเนื้อหา จะสามารถช่วยกันลดปัจจัยเสี่ยงได้มากขึ้น

ส่วนการนำเสนอข่าวหลังเกิดเหตุ โดยเฉพาะการเร่งวิเคราะห์แรงจูงใจ อาวุธ วิธีการก่อเหตุ หรือการนำรายละเอียดต่างๆ มาขยายซ้ำในหลายช่องทาง สื่อควรจะหลีกเลี่ยงการนำเสนอรายละเอียดบางประเภท เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ถูกขยายซ้ำจนกลายเป็นต้นแบบหรือข้อมูลสำหรับผู้มีความเสี่ยง เหตุผลสำคัญ คือ ประเทศที่เคยเกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำๆ เรียนรู้ว่าการนำเสนอซ้ำอาจทำให้เกิดการจดจำรูปแบบเดิม และในบางกรณีสามารถเชื่อมโยงพฤติกรรมเลียนแบบได้

ปัจจุบันผู้มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชนไม่ได้มีเพียงสื่อมวลชนกระแสหลัก แต่รวมถึงเพจ ผู้สร้างคอนเทนต์ ยูทูบเบอร์ ติ๊กต็อกเกอร์ และบัญชีจากต่างประเทศที่สามารถเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากได้ ปัญหาคือ เนื้อหาบางประเภทอาจนำเสนอข้อมูลจริงปะปนกับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ใช้พาดหัวหรือเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ ทำให้เกิดความโกรธ ความเกลียดชังต่อบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นทุกคนที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของสังคมต้องตระหนักว่า ตัวเองไม่ได้เป็นเพียง ผู้รายงานเหตุการณ์ แต่กำลังมีส่วนกำหนดอารมณ์ของผู้รับสารด้วย โดยเฉพาะการนำคำสัมภาษณ์ของเด็ก ครู หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไปเผยแพร่ อาจนำไปสู่การตีตรา การไล่ล่า หรือการโจมตีในโลกออนไลน์

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาของผู้ก่อเหตุ ครอบครัว โรงเรียน หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ควรถูกมองเป็นปัญหาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบ เพราะไม่มีระบบใดสามารถมองเห็นสัญญาณของทุกคนได้ตลอดเวลา การมีครอบครัวที่เปิดใจ โรงเรียนที่มีระบบช่วยเหลือ เพื่อนที่รู้จักรับฟัง บุคลากรที่รู้ว่าจะส่งต่ออย่างไร และสื่อที่นำเสนอข้อมูลอย่างรับผิดชอบ ล้วนเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการลดโอกาสที่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จะมาบรรจบกัน

ถ้าเรามองว่านี่เป็นปัญหาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ปัญหาก็จะวนกลับมา แต่ถ้าเรามองว่า นี่คือปัญหาของสังคมไทย ทุกคนจะมีส่วนช่วยกันดึงปัจจัยเสี่ยงออกคนละชิ้น และนั่นอาจทำให้เหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นซ้ำ เกิดขึ้นช้าลงหรือไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้

นิธิดา แสงสิงแก้ว
อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มองว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนความบกพร่องทางสังคม เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลผลิตและผลลัพธ์ของภาพรวม คล้ายๆ ปัญหาของเหตุการณ์วิกฤตหรือเคสของการฆ่าตัวตาย มันเป็นความล้มเหลวของทุกฟังก์ชั่นไม่ว่าจะเป็นการศึกษา หรือในแง่ของครอบครัว คิดว่าเป็นมุมมองภาครัฐในแง่ของการทำนโยบายที่เกี่ยวข้องให้ปรากฏและถูก implement อย่างชัดเจนและจริงจัง พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ จะไม่พูดว่ามันเป็นปัญหาของใคร เพราะทุกคนต้องร่วมมือกัน

จากเมื่อก่อนที่คนรู้สึกว่าการกราดยิงเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก แต่วันนี้มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สิ่งที่เป็นคําถามสําคัญมากๆ คือ ต้องโฟกัสประเด็นโดยไม่ผลักไปที่ปัจเจก กล่าวคือ ปกติแล้วเวลาเกิดเหตุการณ์ต่างๆ มักมีการเบลมหรือหาคนผิด ซึ่งเป็นกลไกปกติ โดยมุ่งไปที่ตัวบุคคลเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นตัวของเยาวชน คุณครู คนเลี้ยงดู พ่อแม่ ผู้ปกครอง แต่เราไม่เคยผลักไปถึงตัวระบบ อย่างไรก็ตาม มันต้องไม่ใช่ปัญหาระดับปัจเจก แต่ต้องไปถึงเรื่องเชิงนโยบาย และภาครัฐต้องมีความรับผิดชอบร่วมจัดการปัญหานี้ด้วย อย่างเช่นการเข้าถึงอาวุธปืนของเยาวชน เราต้องช่วยกันดูในการวิเคราะห์ภาพรวมว่าจะจัดการอย่างไรหรือแก้ปัญหาอย่างไร เพราะปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นครั้งเดียวจบแน่นอน

ประเด็นที่ห่วงคือ ณ วันนี้เราอยู่ในนิเวศวิทยาของสื่อที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูล และเป็นลักษณะของความรู้สึกร่วมที่ไม่ใช่แค่การเกิดเหตุการณ์ แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นกับโรงเรียนนั้นได้ มันจะสามารถเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นกับโรงเรียนของเราได้เช่นกัน ข่าวที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีแค่การรายงานข่าวจาก Who, What, Where, When, Why อย่างเดียว แต่มันมีสิ่งที่ถูกเอาไปเสริม เอาไปเติมและตีความมากขึ้นในโลกปัจจุบัน สารไม่ได้เป็นสารจากเหตุการณ์แล้ว แต่ไปบวกกับความรู้สึก อีโมชั่น ฟีลลิ่ง การตัดสิน หรือความรู้สึกของตัวเองโดยที่อาจจะยังไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองหรือยังไม่มีหลักฐานใดๆ

ซึ่งเราไม่สามารถป้องกันได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นจากครีเอเตอร์ จากนักข่าว จากชาวเน็ตคนไหน มันจะไปโผล่อยู่ที่หน้าจอลูกหลานของเราบ้าง สังคมมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งเคสนี้จะชัดมากที่เราต่างคนต่างพึ่งพาแหล่งข้อมูลซึ่งกันและกัน บางทีลูกเรา หลานเรา นักเรียนของเราไม่ได้รับข้อมูลจากเราในเรื่องนี้แล้ว แต่กลายเป็นข้อมูลที่มาจากทุกทิศทางขอเรียกร้องความรับผิดชอบ ไม่ใช่เฉพาะกับสื่อ แต่กับทุกๆ คน ขอให้มองในแง่ของการส่งสารความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัจจัยที่เอื้อให้เกิดความรุนแรงหรือเอื้อให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ในอนาคต

หากมองจากทฤษฎีผู้รับสาร มันมีทั้งกลุ่มที่เป็น active audience หรือ active agent กับ passive agent ถ้าเกิดในกลุ่มทฤษฎีการสื่อสารที่เชื่อว่าสื่อมีพลัง แน่นอนมันก็จะมีแนวโน้ม ถ้าเกิดสื่อนำเสนออะไร โอกาสในการความเข้าใจรับเหตุการณ์ ทําตาม มันก็จะเกิดได้ง่าย แต่ถ้าอยู่อีกฟากหนึ่งของการมองเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ คือ มองว่าผู้รับสารมีวิจารญาณ มีภูมิต้านทานที่แข็งแรงเพียงพอ มีคนที่สามารถคุยหรือคลายข้อสงสัย คลายปมเหมือนเกิดความเครียดในเหตุการณ์ทั่วไป แต่มีวิธีการไขก๊อก หรือการระบายความเครียดตรงนั้นได้ มันก็อาจจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เขาสามารถจัดการตัวเอง

สำหรับการห้ามไม่ให้เด็กเห็น หรือดูค่อนข้างยาก แต่ทิศทางภาพรวม อาจจะเป็นอัลกอริทึมของตัวบุคคล รู้สึกว่าภาพรวมชาวเน็ตมีการรับรู้สูง ถ้าไล่เหตุการณ์ที่ผ่านมา สังคมไทยตื่นตัวมากกับการช่วยกันเตือน อย่างครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เมสเสจแรกๆ ที่ได้รับ ไม่ใช่เรื่องคลิปหรือข้อมูลที่ไม่ควรดู แต่เป็นเมสเสจว่าเราต้องช่วยกัน ช่วยกันเซฟเด็กที่เหลือ และดูว่าอะไรคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อรายงานแค่นั้น ในภาพใหญ่สังคมตื่นตัวขึ้นมาก สำหรับการช่วยเตือน ในมุมที่ไม่ให้สิ่งเหล่านี้ปรากฏ แต่ถามว่าห้ามได้ไหม มันห้ามไม่ได้ เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่กี่ชั่วโมง เราก็เริ่มเห็นคลิป เห็นภาพกล้องวงจรปิด เห็นข้อมูลต่างๆ รวมถึงการวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มจำนวนมากปรากฏขึ้น

วิธีที่ดีที่สุด คือ การชวนลูกคุย ต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาคุย คุยมุมมองของลูก ว่าลูกคิดอย่างไร ลูกรู้สึกอย่างไร เป็นเรื่องธรรมชาติและเป็นเรื่องที่ดีที่จะเอาเรื่องนี้เข้ามาคุยกับลูก เพื่อให้เขาสะท้อนเสียงของตัวเอง บางทีมันอาจจะทำให้เราได้ยินอะไรหลายๆ อย่างที่เราไม่เคยคิดก็ได้

อย่าลืมว่าเด็กอายุ 14 ปี มันจะเป็นโลกของเพื่อน โลกของโรงเรียน เขาไม่ได้เป็นเด็กแล้ว แต่เขาโตขึ้นและมีความคิด มีความเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หลังจากนั้นเราค่อยๆ สังเกตไปด้วยว่าเขาคิดอย่างไร เขารู้สึกอย่างไร เราก็จะมองเห็น แต่วิธีนี้จะใช้ได้กับครอบครัวที่เวลามีอะไรแล้วคุยกัน ถ้าเราไม่เคยคุยกันมาก่อน มันก็อาจจะยากเหมือนกันที่อยู่ๆ จะไปเปิดบทสนทนา เพราะบางทีก็จะเต็มไปด้วยการตัดสินของเราอยู่แล้วระดับหนึ่ง