‘บิ๊กดุลย์’ เดินหน้าพัฒนากองทัพยุคใหม่ เน้นย้ำ 3 นโยบายหลัก

10.08.26 | 18:00 น.

‘บิ๊กดุลย์’ เดินหน้าพัฒนากองทัพยุคใหม่ เน้นย้ำ 3 นโยบายหลัก ยกระดับคุณภาพชีวิตชายแดน-ทหารอาสา-อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ


เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงกลาโหมว่า ขณะนี้การเสริมสร้างความมั่นคงและการพัฒนากองทัพรวมถึงคุณภาพชีวิตของกำลังพล ผ่าน 3 โครงการหลักมีความเป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง เริ่มจากช่วงที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ความมั่นคงชายแดนในโครงการ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์” เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิการของทหารกล้าในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพัฒนาระบบน้ำอุปโภคบริโภค ติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ปรับปรุงเส้นทางคมนาคมสำหรับส่งกำลังบำรุงและการลาดตระเวน ตลอดจนขยายระบบสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมกำลังป้องกันชายแดนรวม 8 กองกำลัง ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1, 3 และ 4 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการและช่วยให้กำลังพลติดต่อสื่อสารกับครอบครัวได้

ขณะเดียวกัน ยังได้ขับเคลื่อนโครงการ “พลทหารอาสา” เพื่อปฏิรูปโครงสร้างการเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจ 100% ตั้งเป้าเปิดรับสมัครทหารกองเกินอายุ 18–20 ปี และ 22–26 ปี ผ่านระบบออนไลน์รวมสูงสุด 100,000 อัตรา ระหว่างปี 2570-2573 หรือปีละ 25,000 นาย สัญญาจ้างครั้งละ 4 ปี ชูกลไก “เพิ่ม 4 โอกาส” สร้างสวัสดิการ รายได้ 14,000–15,000 บาท/เดือน การศึกษาต่อ การฝึกอาชีพ และเส้นทางอาชีพหลังปลดประจำการ ควบคู่ไปกับการดำเนินการตามโรดแมปเพื่อพัฒนา “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” เปลี่ยนกองทัพจาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้ผลิต” ผลักดันงานวิจัย R&D บูรณาการโดรนและระบบอัตโนมัติใช้ร่วมกันในทุกเหล่าทัพ พร้อมดึงภาคเอกชนร่วมลงทุนและส่งออกยุทโธปกรณ์ไทยในระดับนานาชาติ

Advertisement

พล.ท.อดุลย์ กล่าวเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญของการดำเนินงานทั้ง 3 โครงการว่า “ความมั่นคงยุคใหม่ไม่ได้หมายถึงกำลังรบเพียงอย่างเดียว แต่คือการดูแลคนของตนให้ ‘อยู่ได้’ และ ‘อยู่ดี’ ทหารที่ปกป้องอธิปไตยของชาติควรมีน้ำสะอาดใช้ มีไฟฟ้าให้แสงสว่าง มีทางเดินที่มั่นคง และมีสัญญาณโทรศัพท์ไว้ติดต่อครอบครัว เพราะกำลังใจของคนแนวหน้าคือพลังที่หล่อเลี้ยงความมั่นคงของชาติ ในขณะเดียวกัน กองทัพต้องการเปลี่ยนผ่านการเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจอย่างแท้จริง เพื่อยกเลิกการจับใบดำใบแดงในที่สุด โดยเปลี่ยนการรับราชการทหารที่มองว่าเป็นการเสียโอกาส ให้เป็นโอกาสในการพัฒนาตนเอง ยกระดับศักดิ์ศรีและสร้างอนาคตให้กับกำลังพล

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ถึงเวลาแล้วที่กองทัพไทยจะต้องเปลี่ยนผ่านจากผู้ซื้อมาเป็นผู้ผลิตเพื่อพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศและภาคเอกชน ผลิตยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีโดรนส่งมอบให้หน่วยแนวชายแดนได้ใช้งานจริง ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตกำลังพล พร้อมขับเคลื่อนความมั่นคงทางทหารและเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน