หน้าแรก การเมือง ทนายอั๋น บุกด...

ทนายอั๋น บุกดีเอสไอ จี้ออกเลขสืบสวน 62 ราย บุกรุก เขากระโดง 250 ไร่ ขีดเส้นสิ้นเดือน ส.ค.

11.08.26 | 14:22 น.

ทนายอั๋น ส่งหนังสือจี้อธิบดีดีเอสไอเร่งลงความเห็นออกเลขสืบสวนคดีคณะบุคคล-นิติบุคคล รวม 62 ราย ร่วมกันบุกรุก ยึดถือ ครอบครองที่ดินเขากระโดง จำนวนรวม 250 ไร่

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 11 ส.ค. ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอติดตามความคืบหน้าทางคดีในกรณีบุกรุกที่ดินสาธารณะประโยชน์บริเวณเขากระโดง ซึ่งอาจมีการทำลาย สร้างหลักฐานเท็จ โดยมี น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผอ.กองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้แทนรับเรื่อง


ทนายอั๋น เปิดเผยว่า วันนี้ตนมาส่งหนังสือต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอติดตามความคืบหน้าทางคดีในกรณีบุกรุกที่ดินสาธารณะประโยชน์บริเวณเขากระโดง ซึ่งอาจมีการทำลาย สร้างหลักฐานเท็จ ซึ่งครั้งนี้ถือว่าตนมาติดตามเป็นครั้งที่ 3 แล้ว หลังจากได้เข้าให้ปากคำและส่งมอบพยานหลักฐานซึ่งเป็นภาพถ่ายดาวเทียมทางอากาศเพิ่มเติมให้กับพนักงานสืบสวนกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และในตอนนี้ตนทราบว่าทางกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการจัดทำรายงานข้อมูลนำเสนอมายังส่วนของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว แต่ตนก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าใด ว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจะพิจารณาให้รับเป็นเรื่องสืบสวนหรือจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ตอนนี้มันเลยเหมือนลักษณะเป็นการประวิงเวลาหรือไม่ หรือมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมมีคำสั่งใดมาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตัดจบคดีนี้หรือไม่ เพราะคดีนี้มีผลโดยตรงกับผู้มีอิทธิพลในเขากระโดง

เพราะมันก็มีความชัดเจนว่าในที่ลำ ราง ทางสาธารณะ มันมีการไปก่อสร้างทับหมดเลย และนอกจากนี้ ตนยังพบว่านับตั้งแต่ที่ตนมีการยื่นขอมีการตรวจสอบเรื่องนี้ พบว่ามีกลุ่มบุคคลได้พยายามทำลายหลักฐานด้วยการมาขุดคลองใหม่ (ทนายอั๋นโชว์รูปภาพเอกสารหลักฐาน) มีการใช้เครื่องจักรรถขุดขนาดใหญ่มาขุดคลองใหม่จากเดิมเป็นสภาพป่า ตนมองว่าคงเพราะกลัวเป็นคดีอาญา เพราะว่ากลัวดีเอสไอจะสั่งฟ้อง จึงต้องไปขุดแก้ไขทำใหม่ ซึ่งตนอยากตั้งคำถามว่า มันจะไปแก้ไขได้อย่างไร เพราะร่องน้ำตามสภาพเก่ามันคือลำรางทางสาธารณะ แต่กลับมีการสร้างเป็นสนามแข่งรถโกคาร์ททับไป ส่วนทางสาธารณะก็มีการสร้างสนามฟุตบอลทับไว้อีก (โชว์ภาพที่บันทึกจากเว็บไซต์ Google Map) แบบนี้ดีเอสไอจะอยู่ได้อย่างไร ดึงเรื่องหรือไม่ หรือรอคำสั่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือไม่ เพราะรัฐมนตรีก็เป็นลูกหม้อมาจากจังหวัดบุรีรัมย์เจ้าของพื้นที่เกิดเหตุคู่กรณีด้วยซ้ำ จึงอยากวัดใจอธิบดีดีเอสไอว่าจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน หรือจะรักษาไว้ซึ่งตำแหน่ง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม โดยการบังคับใช้กฎหมาย เอาคืนทรัพยากรของชาติ โดยการเอาที่ดินบริเวณเขากระโดงคืนมาก่อน จำนวน 20 จุด 250 ไร่

ทนายอั๋น เปิดเผยอีกว่า สำหรับการที่ตนมาส่งหนังสือติดตามความคืบหน้าในวันนี้ มันก็เป็นเรื่องที่ตนได้เคยร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งในจำนวนที่ดินบริเวณเขากระโดง 20 จุด จำนวน 250 ไร่ มันมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลธรรมดา 33 ราย และนิติบุคคลอีก 29 ราย โดยตนได้ร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ อาทิ บุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาตนได้เข้าไปให้ปากคำกับพนักงานสืบสวน กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และส่งมอบพยานหลักฐานตามที่ได้เรียนแจ้งไป ซึ่งที่ผ่านมาตนก็ทราบว่าทางกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Advertisement

ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เกิดเหตุจริงไปแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะมีการรับเป็นเรื่องสืบสวนเพื่อออกเลขสืบสวน หรือจะเป็นคดีพิเศษ หรือไม่ ซึ่งตนได้ยินมาว่าทางกองคดีฯ ก็ได้มีการเรียกสอบปากคำพยานหลายส่วน อย่างเช่นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เป็นต้น ทั้งนี้ ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้ไปร้องที่อำเภอเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ และเทศบาลนครบุรีรัมย์อีกด้วย เพราะถือเป็นเจ้าของพื้นที่ที่จะต้องมีแนวทางรับผิดชอบต่อไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตนจะไปร้องกับหน่วยงานใด แต่ในที่นี้ ดีเอสไอต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะมันเป็นคดีอาญาที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์บัญชีแนบท้ายของกฎหมายดีเอสไอ (พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547)

ทนายอั๋น เปิดเผยอีกว่า ตนได้ขีดเส้นกรอบเวลาการติดตามความคืบหน้าคดีสืบสวนคณะบุคคลรุกที่ดินเขากระโกงแก่อธิบดีดีเอสไอไว้ภายในสิ้นเดือน ส.ค.69 เพราะถ้าเปรียบเทียบกับคดีฮั้ว สว. มันก็อยู่ในห้วงเวลานี้เช่นเดียวกัน ดังนั้น อธิบดีดีเอสไอ ควรจะมีการดำเนินการความคืบหน้าใด ๆ ให้ตนได้เห็น อย่างน้อย ๆ ควรเริ่มให้มีการออกเลขสืบสวนคดีอย่างเป็นทางการ และหลังจากนั้นก็สืบสวนอย่างจริงจังเพื่อขยับไปสู่การรับเป็นคดีพิเศษ ทั้งนี้ ประชาชนอาจจะมีความสับสนว่าก่อนหน้านี้ดีเอสไอก็ได้มีการสรุปสำนวนการสืบสวนเรื่องที่ดินเขากระโดงไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. แล้วมันจะมีความแตกต่างกับคดีที่ตนมาร้องทุกข์กล่าวโทษครั้งนี้อย่างไร ตนจึงขออธิบายว่า คดีที่ตนมาร้องทุกข์กล่าวโทษในครั้งนี้มันจะเน้นในกลุ่มของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ร่วมกันบุกรุก ยึดถือ ครอบครองที่ดินบริเวณเขากระโดง ทั้งในส่วนของตำบลอิสาณและ

ตำบลเสม็ด ส่วนสำนวนคดีสืบสวนที่ดีเอสไอส่ง ป.ป.ช. ไปก่อนหน้านี้จะเป็นการสืบสวนในเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีการอนุญาตให้ออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ ซึ่งก็เป็นความผิดเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะ

ทนายอั๋น เปิดเผยอีกว่า หากหลังจากนี้ที่ตนมาติดตามทวงถามความคืบหน้าคดีบุกรุกที่ดินเขากระโดงกับอธิบดีดีเอสไอ แล้วสิ้นเดือน ส.ค.69 ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ไม่มีการรับสืบสวน ไม่รับสอบสวนเป็นคดีพิเศษ ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นคำสั่งของ รมว.ยุติธรรม หรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ ตนได้เคยประสานขอพบ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้เข้าพบ มิหนำซ้ำ นับแต่ที่ตนเปิดหน้าร้องทุกข์ทวงคืนที่ดินเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. มานาน ก็ยังไม่เคยมีใครมาร้องขอให้ตนหยุดทำเรื่องนี้ อาจเพราะเขารู้ว่าทำอย่างไรก็ไม่มีทางหยุดตนให้ตรวจสอบเรื่องนี้ได้

ทนายอั๋น เปิดเผยอีกว่า ส่วนกรณีที่บอร์ดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.) จะต้องมีการประชุมวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อมีความเห็นดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือน ส.ค.69 ว่า สำหรับจำนวนที่บอร์ด กกต. จะมีความเห็นวินิจฉัยชี้ขาดว่ามีความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อาจจะเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยากว่าจะมีทั้งสิ้นกี่คน แต่ตนมั่นใจว่าในวันที่ 24 ส.ค.69 จะมีการตัดจบอย่างแน่นอน แต่ในความเห็นส่วนตัว ตนมองว่าไม่น่าจะเกิน 15 คน ซึ่งอาจเป็นกลุ่มคนที่มาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 8 คน หรืออาจปนไปกับในส่วนของจังหวัดอำนาจเจริญประมาณ 3-4 คน รวมเป็น 11 คน และอาจจะมีมาจากจังหวัดหนองบัวลำภู จำนวน 2 คน และจังหวัดบึงกาฬ 2 คน หรือปนไปกับจังหวัดอ่างทองและจังหวัดอุทัยธานีแห่งละ 1 คน รวมแล้วก็ประมาณไม่เกิน 15 คน แต่ถ้าเป็นไปได้มากที่สุด อาจจะแค่ 8 คนก็ได้ ซึ่งก็จะเป็น 8 คนเดียวกันกับที่ดีเอสไอได้มีการสั่งฟ้องไปยังอัยการคดีพิเศษก่อนหน้านี้ ทั้งที่ในการสืบสวนสอบสวนที่ผ่านมาพูดถึงจำนวนพยานทั่วประเทศกว่า 2,000 คน

ทนายอั๋น เปิดเผยอีกว่า ตนมองว่าหากท้ายสุดแล้วบอร์ด กกต. และดีเอสไอมีการดำเนินคดีในกลุ่มคนที่อยู่ในคดีการฮั้ว สว. ในจำนวนแค่หลักหน่วยคน หรือหลักสิบคนจากพยานกว่าพันคนทั่วประเทศ ตนเล็งเห็นว่าเมื่อมีคำสั่งออกมาแล้วก็คงจะหายหน้ากันไปเลย ไม่มีการให้สัมภาษณ์อะไร บางคนอาจอยู่ในตำแหน่งเพียงเดือนถึงสองเดือนแล้วก็ยื่นลาออกเพื่อไปเสวยสุขที่ประเทศญี่ปุ่น หรืออาจไปเที่ยวชมแสงเหนือก็เป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม ตนทราบแนวทางว่า ในวันที่ 24 ส.ค.69 มันจะเป็นภาพของการเข้าประชุมกันของบอร์ด กกต. ในตอนเช้า จากนั้นนักข่าวก็ไปรอสัมภาษณ์กัน แต่ก็คงไม่มีใครออกมาให้สัมภาษณ์ ซึ่งก็คงคาดว่า กกต. จะออกเป็นเอกสารข่าวแจกสื่อมวลชนแทน ว่า คดีนี้จะส่งฟ้องต่อศาลกี่ราย ตนเชื่อว่าคำบรรยายคงไม่เกินหนึ่งหน้ากระดาษ A4 ซึ่งถ้าหากผลคำวินิจฉัยชี้ขาดออกมาว่าจะสั่งฟ้องแค่ 15 รายจริง ๆ ตนเดาว่า ในกลุ่มของคนที่ไม่ได้สั่งฟ้องอีกหลายรายนั้น กกต. อาจชี้แจงว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และไม่มีหลักฐานเรื่องเส้นทางการเงินเชื่อมโยงถึง มีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการฮั้ว ซึ่งถือว่าเป็นการแนะนำตัว เพราะกฎหมายก็เปิดช่องให้ทำได้ โดยอาจมีการอ้างอิงไปถึงเครือข่าย สว.สีส้ม ด้วย

ทั้งนี้ ตนจับสัญญาณของผู้หญิงที่ออกมาพูด โดยมีสายลับแจ้งว่า สิ่งที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้ทำไว้ จากนั้นเมื่อมีการเข้ามาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ และ กกต.ชุดใหม่ หรือแม้กระทั่งในตอนที่สำนวนของคณะที่ 26 มาถึงชุดของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 หรือถึงขั้นตอนของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ก็จะมีการสอบปากคำพยานใหม่ทั้งหมด ซึ่งที่เคยมีการเรียกไปแจ้งข้อกล่าวหาก่อนหน้านี้ เขากลับไม่มากัน แต่เมื่อสำนวนไปอยู่ในมือของ กกต. ก็แห่กันมาให้การใหม่

ซึ่งตนอยากบอกว่าในคำให้การเก่า มันมีไว้อยู่แล้วในสำนวนของคณะที่ 26 ซึ่งถ้าคำให้การมันแตกต่างมากในแต่ละคณะอนุกรรมการ ก็เสี่ยงที่จะมีความผิดหรือไม่ ซึ่งตนเกรงว่ามันจะเป็นข้ออ้างในการยกมาประกอบกับความคิดเห็นของคณะที่ 36 ที่มีความเห็นไม่ดำเนินคดีกับผู้ใด ทำให้ตนเชื่อว่ารายชื่อบุคคลสำคัญที่เคยถูกกล่าวหาในคดีอาจจะหลุดไป แล้วเหลือเพียงแค่ชื่อของคนที่มีเส้นทางการเงินแบบชัดเจน ส่วนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ดีเอสไอดำเนินการ ก่อนหน้านี้มีการสั่งฟ้องไป 8 ราย และอัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนให้รวมกับของ กกต นั้น ตนเชื่อว่าท้ายสุดก็คงมีการสั่งฟ้องในจำนวนเท่าเดิม คือ 8 ราย

ไม่น่ามีเพิ่มเติมกว่านี้ ซึ่งตนขอย้ำว่าไม่มีทางที่จะมีผู้ต้องหาเพิ่ม แม้จะมีกระแสข่าวในดีเอสไอว่า จะสั่งฟ้องเพิ่มเติมจาก 8 รายก็ตาม ส่วนคนที่ชอบขู่จะดำเนินคดีกับตน อยากบอกว่าตนไม่มีวันพลาด หรือกรณีกรณีที่นางสุขสำรวยจะฟ้องตน ตนก็ไม่พลาด เพราะตนไม่เคยบอกว่านางสุขสำรวยมีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการฮั้ว สว. แต่แม้ว่าจะไม่ฟ้องตน อย่างไรแล้วตนก็จะไปเยือนจังหวัดอำนาจเจริญอยู่แล้ว โดยจะเดินทางไปในวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค.นี้ จุดมุ่งหมาย คือ หอนาฬิกาอำนาจเจริญ ซึ่งตนจะไปไหว้พระทำบุญ และตนทราบว่าจะมีประชาชนเดินทางให้กำลังใจประมาณ 200 ราย อีกด้วย

นายสาธุ อนุโมทานิ ประธานเครือข่ายคนไทยรักชาติ กล่าวว่า หลังจากนี้ตนจะเปิดข้อมูลเส้นทางการเติบโตของนายเนวิน ชิดชอบ โดยจะเริ่มสตรีมเย็นวันนี้ช่วงเวลา 17.00 น. ผ่านรายการถามไปตอบมาในช่องทาง YouTube และใน Facebook เพื่อคนฟังจะได้รู้ว่าเส้นทางการเติบโตของนายเนวิน เป็นมาอย่างไร นับตั้งแต่สมัยยังอยู่กับกลุ่ม 16 กระทั่งมาเป็นแกนนำให้กับนายทักษิณ ชินวัตร จนนายเนวินแยกตัวออกมา ตั้งเป็นกลุ่มเพื่อนเนวิน และเติบโตกลายเป็นผู้บัญชาการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้สองสมัย