ส.ส.ปชน. จี้ ศธ.ยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษา ชี้ประกาศยังมีข้อจำกัด-ช่องโหว่ แนะออกเป็น พ.ร.บ.ครอบคลุมทุกสังกัด
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ภายหลังเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จ.นนทบุรี ว่า พรรคประชาชนชื่นชมการทำงานที่รวดเร็ว และเห็นด้วยกับหลายมาตรการ โดยเฉพาะการพัฒนาครูแนะแนวให้ปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ การกำหนดสิ่งเทียมอาวุธปืนเป็นสิ่งต้องห้าม และการลดความเสี่ยงพฤติกรรมเลียนแบบ
น.ส.ณัฐยา กล่าวต่อว่า ประกาศดังกล่าวยังมี ข้อจำกัด 3 ประการและ 1 ช่องว่าง ได้แก่ 1.การสแกนเข้มก่อนเข้าสถานศึกษาอาจทำได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากข้อ 7 กำหนดให้ทุกคนแสดงตน ลงทะเบียน และเปิดเผยสัมภาระ ขณะที่มีโรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ 1,000 คนขึ้นไป 1,104 แห่ง เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษกว่า 2,500 คน จำนวน 308 แห่ง และโรงเรียนที่มีนักเรียนมากที่สุด 5,306 คน จึงต้องชัดเจนว่าจะใช้เวลาตรวจเท่าใด บุคลากรกี่คน และใช้งบประมาณจากไหน ไม่เช่นนั้นภาระอาจตกกับครู หรือกลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไม่เพิ่มความปลอดภัยจริง
น.ส.ณัฐยา กล่าวอีกว่า 2.ประกาศไม่ครอบคลุมสถานศึกษานอกสังกัด ศธ. เนื่องจากอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อปท.ราว 19,000 แห่ง โรงเรียนสังกัด อปท. กทม. โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนสาธิตในสังกัด อว. ไม่อยู่ภายใต้ประกาศ อีกทั้งไม่มีสภาพบังคับหรือบทลงโทษ พรรคประชาชนจึงเสนอให้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสถานศึกษาเป็น พ.ร.บ.เพื่อให้ครอบคลุมทุกสังกัดและมีผลบังคับใช้จริง
น.ส.ณัฐยา กล่าวอีกว่า 3.ควรเติมแนวปฏิบัติ 3 เรื่องทันที โดยไม่จำเป็นต้องแก้ประกาศทั้งฉบับ ได้แก่ทีมประเมินและช่วยเหลือประจำโรงเรียน กำหนดทีมอย่างน้อย 3-4 คน จากบุคลากรที่มีอยู่ เช่น รองผู้อำนวยการ ครูแนะแนว ครูประจำชั้น หรือนักจิตวิทยา เพื่อประเมินกรณีพบอาวุธ การขู่ทำร้าย หรือการทำร้ายตัวเอง พร้อมจัดทำแผนช่วยเหลือเป็นลายลักษณ์อักษรและมีผู้รับผิดชอบรายกรณีจนเด็กได้รับการฟื้นฟูและกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

น.ส.ณัฐยา กล่าวด้วยว่า ช่องทางแจ้งเหตุแบบนิรนาม เนื่องจากศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยที่อยู่ในโรงเรียนอาจทำให้เด็กกังวลว่าจะถูกมองว่าเป็นผู้ฟ้องครู ขณะที่การศึกษาเหตุโจมตีโรงเรียนในสหรัฐฯ 37 ครั้งพบว่า 81% มีคนรู้ล่วงหน้า ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนนักเรียน แต่สัญญาณที่คนเห็นถึง 67% ไม่เคยถูกรายงาน จึงเสนอให้เพิ่มช่องทางแจ้งเหตุแบบนิรนามผ่าน MOE Safety Center พร้อมกำหนดเวลาตอบกลับและบันทึกผลเพื่อปิดเรื่องทุกกรณี
น.ส.ณัฐยา กล่าวต่อว่า เกณฑ์ซ้อมแผนที่ไม่สร้างบาดแผลทางใจ ควรประกาศล่วงหน้า ห้ามใช้เสียงปืนปลอมหรือผู้แสดงเป็นคนร้ายกับนักเรียน และเน้นการฝึกผู้ใหญ่มากกว่านักเรียน หลังพบงานวิจัยว่าการซ้อมเสมือนจริงโดยไม่แจ้งล่วงหน้าทำให้เด็กมีความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น 42% และภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 39%
น.ส.ณัฐยา กล่าวด้วยว่า สำหรับช่องโหว่สำคัญคืออีกครึ่งหนึ่งของปัญหายังไม่มีแผนรองรับชัดเจน เนื่องจากประกาศ ศธ.ดูแลได้เพียงภายในสถานศึกษา ขณะที่การควบคุมอาวุธปืนอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่เจ้าของปืนให้เก็บรักษาอาวุธให้พ้นมือเด็ก และร่างแก้ไข พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 ตกค้างในกระทรวงมหาดไทยมา 3 ปี จึงควรเร่งแก้กฎหมายให้ทันสมัยและรัดกุม ทั้งนี้ สถิติจากสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ก่อเหตุวัยเรียน 76% ได้ปืนจากบ้านตัวเองหรือบ้านญาติ ซึ่งสอดคล้องกับกรณีในไทย จึงจำเป็นต้องแก้ไข พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ โดยเร็ว นอกจากนี้ พรรคประชาชนขอเรียกร้องให้ ศธ.กำหนด 30 วันแรกหลังเกิดเหตุเป็นช่วงเฝ้าระวังพิเศษ ให้ทีมประเมินและช่องทางแจ้งเหตุพร้อมรับมือ Copycat Effect เนื่องจากขณะนี้โรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ในหลายจังหวัดเริ่มได้รับคำขู่ว่าจะก่อเหตุรุนแรง
“พรรคประชาชนพร้อมร่วมมือและติดตามการดำเนินงานตามประกาศ รวมถึงผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสถานศึกษาเป็น พ.ร.บ.ที่ใช้กับทุกสังกัด และแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ให้ครอบคลุมความปลอดภัยของนักเรียน เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจของเด็กและครูอย่างแท้จริง” น.ส.ณัฐยา กล่าว



