อนุทิน สั่งคุมเข้ม 10 ล.กระบอก รื้อใบอนุญาตมีอายุ 3 ปีให้ยื่นต่อใหม่ ‘ปกรณ์’ จ่อออกกฎกระทรวง ปชน.บี้กกต.เส้นเงิน 8 แสน เคลียร์ให้ชัดไร้เอี่ยวฮั้วส.ว.
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีสั่งการในที่ประชุมส.ส.พรรคภูมิใจไทยห้ามพกปืน โดยกล่าวว่า ไม่ใช่แค่สั่งการส.ส. ตอนนี้ใครก็พกปืนไม่ได้ เพราะไม่มีใบพกอีกแล้วในประเทศไทย ขณะนี้ใบพกทุกใบหมดอายุหมดแล้ว ฉะนั้นไม่สามารถพกปืนอีกได้
ส่วนกรณีลูกพรรคหลายคนสะสมอาวุธปืนนั้น เป็นเรื่องของเขาที่ชี้แจงในบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งเน้นย้ำไปว่า โดยเฉพาะผู้มีตําแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่เฉพาะ ส.ส. ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ที่จะมาลงเลือกตั้งมีตำแหน่งทางการเมือง หากตรวจค้นแล้วพบมีอาวุธปืนก็ผิดกฎหมาย เมื่อผิดกฎหมายอาจต้องถูกตีความเรื่องจริยธรรม ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องยุ่งสำหรับอนาคต ที่อาจถูกห้ามลงสมัครเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
“เมื่อกฎหมายบอกว่าห้ามพกปืน บุคคลที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย หรือบุคคลสาธารณะ เป็นบุคคลที่ประชาชนเลือกมาก็ต้องทําเป็นตัวอย่าง มันไม่มีอะไร เพราะทําตามกฎหมาย” นายอนุทิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เวันที่ 11 สิงหาคมยกเลิกการออกใบ ป.3 แสดงว่าใครก็ตามจะซื้อปืนไม่ได้อีกแล้ว นายกฯ กล่าวว่า ใช่ จนกว่าจะมีคําสั่งเปลี่ยนแปลง ต้องจัดระเบียบปืนในเมืองไทย ตอนนี้มีเป็นสิบล้านกระบอก มันไม่ไหว ประชากรมีเจ็ดสิบล้านคนเอง
เมื่อถามว่า กรณีนายกฯระบุว่า ห้ามยิงโจรในบ้าน กลายเป็นกระแสดราม่าจนเกิดความเข้าใจผิดแล้ว นายกฯ ตอบว่า ไม่มีการเข้าใจผิดหรอก หลักสําคัญ คือ พยายามทําให้ทุกคนเห็นว่า อาวุธปืนไม่มีประโยชน์กับใคร ถ้าถูกใช้ไม่ว่าจะเหตุสุดวิสัย หรือควรแก่เหตุ จะต้องไปพิสูจน์ในศาล ไม่ใช่พิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่ได้พิสูจน์โดยตํารวจ หากมีการยิง ไม่ว่าจะยิงคนที่มาประสงค์ร้าย อย่างไรก็ต้องถูกตั้งข้อกล่าวหาก่อน แล้วไปหลุดในศาล
“ผมอาจจะสื่อสารสั้นไปนิดนึง แต่จุดประสงค์และเจตนารมณ์ คือ ไม่อยากให้พวกเราอยู่ใกล้อาวุธปืน เพราะไม่เคยทําสิ่งที่ดีให้คนที่ถูกอาวุธปืนและคนที่ใช้อาวุธปืน คนถูกอาวุธปืนอาจจบาดเจ็บและเสียชีวิต คนใช้อาวุธปืนต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล กว่าจะมีคําพิพากษาว่าสิ่งที่ทําเป็นการป้องกันตัวเอง ควรแก่เหตุแล้ว ต้องเสียเวลาขึ้นศาล ประกันตัวต่างๆมากมาย ผมต้องการพูดแค่เตือนสติกันเท่านั้น มันมีกฎหมายอยู่แล้วอย่าอยู่ใกล้ปืนดีที่สุด” นายอนุทิน กล่าว
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)อาวุธปืน พ.ศ.2490 จะมีการหารือกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยและคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยต้องนำหลักไปรับฟังความคิดเห็น ซึ่งกฎหมายปัจจุบันใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2490 ขณะที่สถานการณ์ต่างๆเปลี่ยนไป เมื่อก่อนใช้ระบบอะนาล็อกควบคุม ซึ่งไม่เป็นระบบ เมื่อเป็นปัญหาจึงต้องออกแบบระบบ ระบบต้องเข้มข้นเพราะปืนมีอันตราย ปัจจุบันใบอนุญาตไม่มีอายุ ซึ่งนายกฯสั่งการว่าควรจะมีอายุ โดยเสนออายุ 3 ปี และควบคุมการโอน เพราะปัจจุบันมีการนำปืนไปจำนำ จริงๆแล้วเป็นทรัพย์สินมีทะเบียนไม่สามารถจำนำได้ โดยหลักเอาปืนไปวางแล้วเอาเงินไป คนที่ครอบครอง คือ ผู้รับจำนำถือว่าครอบครองปืนเถื่อนเพราะไม่ได้รับอนุญาต ขณะเดียวกันต้องควบคุมการเอาไปใช้ ปืนกับเครื่องกระสุนต้องสัมพันธ์กัน แต่ปัจจุบันเครื่องกระสุนเยอะกว่าปืน ทำให้เห็นจุดอ่อนตามคดีต่างๆ ปืนกระบอกเดียวมีกระสุนถึง 30 – 40 นัด ฉะนั้นจึงต้องเข้มข้นมากขึ้น
“อะไรที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นในอดีต ได้ให้ทีมงานของกรมการปกครองและกฤษฎีกาไปศึกษาว่ามีช่องโหว่อะไรบ้าง และ ต้องปิดช่องโหว่ทั้งหมดทุกวันนี้มันเป็นระบบแมนนวล มีโอกาสผิดพลาดสูง นายกฯจึงมีนโยบายให้เช็คแบบเรียลไทม์ เมื่อซื้อปืนเสร็จต้องตัดยอดในสต๊อก เมื่อซื้อเสร็จต้องมีออกใบอนุญาตครอบครอง จากนั้นจะรู้ว่าใครครอบครองอาวุธเครื่องกระสุนจำนวนเท่าใด มีระบบมอนิเตอร์ติดตามเรื่อยๆ รวมถึงต้องเช็คการจำหน่ายปืนเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ซึ่งได้หารือเบื้องต้นกับกรมสรรพากรแล้ว ระหว่างรอการแก้ไขกฎหมาย อาจมีแนวทางการออกประกาศกฎกระทรวง ซึ่งต้องคุยกับกรมการปกครองและกฤษฎีกาก่อน เพราะการตรากฎหมายใช้เวลานาน จึงจำเป็นต้องออกประกาศชั่วคราวในช่วงที่มีการแก้ไข” นายปกรณ์ กล่าว
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า จากแถลงการณ์ของกกต.ยืนยันว่า เส้นทางการเงินที่ถูกโอนจากนักการเมืองสีน้ำเงินจ.อำนาจเจริญไปที่พนักงานสืบสวนของ กกต. 860,000 บาท ช่วงเมษายน-กรกฎาคม 2567 มีอยู่จริง พนักงานสืบสวนคนดังกล่าวถูกมอบหมายให้ไต่สวนสำนวนเกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ส.นั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่เป็นเครื่องยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกส.ว. เนื่องจากกระบวนการเลือกส.ว.เกิดขึ้นในห้วงเวลาดังกล่าวพอดี และบทบาทของกกต.ย่อมส่งผลสำคัญต่อการจัดการเลือกส.ว.ให้มีความสุจริต เที่ยงธรรม รวมถึงการป้องกันและการตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริตที่อาจกิดขึ้นในการเลือกส.ว. มีคำถามต่อกกต. ว่าการโอนเงิน 860,000 บาทเพื่อวัตถุประสงค์อะไร กกต.ยืนยันหรือไม่ว่า ได้สอบสวนอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าการโอนเงินดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกส.ว., สำนวนเกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ส.ที่พนักงานสืบสวนคนดังกล่าวรับผิดชอบขณะได้รับโอนเงินเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งไหน เขตใด เกี่ยวข้องกับผู้สมัครคนไหน
กกต.ชี้แจงว่า เรื่องยังอยู่ในขั้นตอนเสนอความเห็นต่ออนุกรรมการบริหารงานบุคคลของสำนักงานเพื่อพิจารณามีมติ เหตุใดกกต.ยังไม่สามารถมีมติเกี่ยวกับผลการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวได้ ทั้งๆที่เรื่องเกิดมานานกว่า 2 ปีแล้ว กกต.ชี้แจงว่าพนักงานสืบสวนคนดังกล่าวพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานด้วยเหตุอื่นไปก่อนแล้ว พ้นสภาพไปเมื่อไหร่ กกต.ได้สอบสวนฝ่ายโอนเงินหรือไม่ว่ามีการกระทำผิดใดๆหรือเปล่า กกต.จะเปิดเผยผลสอบสวนต่อสาธารณะหรือไม่ และเมื่อไหร่



