‘ปกรณ์’ ชงนายกฯฟันโกงสอบ อปท. พบทำผิดทุกขั้นตอน-บรรจุเกินอัตรา ชี้ กสถ.บกพร่อง มท.ยันไม่ยื้อเวลาส่งข้อมูล ป.ป.ช. ย้ำตรวจทุกจุด คืนความยุติธรรมคนสุจริต
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงมีการตั้งข้อสังเกต ให้กระทรวงมหาดไทย โดยคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เร่งส่งมอบไฟล์หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปตรวจสอบและขยายผลนั้น กระทรวงมหาดไทยไม่ได้ยื้อเวลา หรือมีเจตนาชะลอการส่งข้อมูล ขณะนี้ข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการรวบรวม ตรวจสอบ และจัดทำให้มีความครบถ้วนตามกระบวนการ เพื่อส่งมอบให้คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช. )นำไปตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งกระทรวงฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานตรวจสอบอย่างเต็มที่ และต้องการให้การตรวจสอบเดินหน้าไปถึงข้อเท็จจริงและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน
“กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการทุจริตสอบท้องถิ่น เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเชื่อมั่นของประชาชนและผู้เข้าสอบทุกคน การดำเนินการต้องยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การปกป้องใคร แต่คือ ทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏ หากพบหลักฐานถึงใครต้องดำเนินการตามกฎหมาย กระทรวงฯจะเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งข้อมูลและหลักฐานให้หน่วยงานตรวจสอบนำไปใช้ประโยชน์ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้คนที่เข้าสอบโดยสุจริต และลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมาย การดำเนินการไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือ มุ่งจัดการเฉพาะผลที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางทุกจุดที่สามารถตรวจสอบได้ การตรวจสอบต้องเดินหน้าอยู่บนข้อเท็จจริงและหลักฐาน ไม่ใช่เร่งหาคำตอบก่อนตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อให้เห็นภาพของกระบวนการทั้งหมดอย่างชัดเจน เป้าหมายของกระบวนการไม่ใช่เพียงหาคนผิดให้เร็วที่สุด แต่ต้องหาคนผิดให้ถูกคน และต้องไม่ให้คนสุจริตต้องรับผลจากการกระทำของผู้อื่น” นายวรศิษฎ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือที่ กงน.(กร6) 0030/2569 ลงวันที่ 6 ส.ค.2569 เรื่องรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ถึงนายกรัฐมนตรีตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 6 กรกฎาคม 2569
โดยรายงานระบุว่า คณะกรรมการฯได้ตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดอัตราว่างที่จะสอบบรรจุ, การอนุมัติให้มีการสอบ, การจัดทำ TOR เพื่อจัดหาผู้รับจ้างดำเนินการสอบ, การดำเนินการของผู้รับจ้างในการจัดสอบและตรวจผลสอบ, การจัดทำและประกาศผลการสอบ, การเรียกบรรจุ และการดำเนินการของผู้เกี่ยวข้องเมื่อเกิดการจับกุมขบวนการทุจริต โดยพบช่องว่างที่เอื้อต่อการทุจริตอาจขัดต่อกฎหมายเกือบทุกขั้นตอน อาทิ ก.กลางอนุมัติอัตราว่างเพื่อบรรจุเพียง 8,548 อัตรา แต่มีการบรรจุจริงถึง 15,520 อัตรา ก.กลางมีมติให้ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต.ที่จะเรียกบรรจุได้เองหากมีอัตราว่าง โดยเรียกจากบัญชีที่ขึ้นทะเบียนโดยไม่ต้องผ่าน ก.กลางอีก ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของหน่วยทั่วไปในการควบคุมค่าใช้จ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และค่าจ้าง, ก.สถ.อนุมัติให้จัดสอบโดยไม่นำประเด็นการทุจริตเรียกรับสอบอันเป็นเหตุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเคยมีคำสั่งให้ยกเลิกการสอบครั้งก่อนมาพิจารณาด้วย
ในการจัดทำ TOR เพื่อจัดหาผู้รับจ้างดำเนินการสอบ ก.สถ.มีมติให้ฝ่ายเลขานุการ (สถ.) เป็นผู้ดำเนินการ โดยไม่พิจารณารายละเอียดของ TOR เอง ทั้งที่เป็นองค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจจัดให้มีการสอบที่ต้องรับผิดชอบความถูกต้อง เป็นธรรม และเที่ยงธรรมในการสอบ ซึ่งเป็นความบกพร่องชัดเจน ก.สถ.ไม่สามารถควบคุมคุณภาพของข้อสอบ ซึ่งควรต้องมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าคุณภาพข้อสอบเข้ารับราชการของสำนักงาน ก.พ.ด้วย และ ก.สถ.ไม่มีระบบงานที่เข้มงวดในการควบคุมและกำกับการดำเนินงานของผู้รับจ้างที่ชัดเจน แม้ TOR กำหนดให้ผู้รับจ้างรับผิดชอบการสอบทั้งหมด ในลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง แต่ไม่ทำให้ ก.สถ.พ้นจากความรับผิดชอบอันเป็นหน้าที่และอำนาจกฎหมายไปได้ นอกจากนี้พบเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างสั่งให้ผู้รับจ้างช่วงสำเนาข้อมูลผลการสอบเพิ่มเติมอีก 1 ชุดให้แก่ตนอันเป็นความเสี่ยงเกิดการทุจริต แต่ก.สถ.ไม่เคร่งครัดตรวจสอบการดำเนินการของผู้รับจ้าง จึงเป็นข้อบกพร่องที่ต้องตรวจสอบต่อไปว่าเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือไม่
ในการจัดทำและประกาศผลการสอบ พบผลการสอบภาค ก และ ข ไม่ตรงกับผลสอบภาค ก และ ข ที่ประกาศ และในการรับรองผลการสอบ ก.สถ.ไม่พิจารณาในรายละเอียด โดยอ้างเป็นเรื่องลับ และคงจำนวนผู้สอบได้ตามที่ฝ่ายเลขานุการนำเสนอเท่านั้น ถือเป็นความบกพร่องร้ายแรง รวมทั้งจาก digital footprint และการให้ปากคำของผู้เกี่ยวข้อง ว่ามีการสั่งการ ประสานงานให้เจ้าหน้าที่ สถ.แก้ไขข้อมูลผลการสอบหลายครั้ง ผู้เกี่ยวข้องบางรายมอบหมายบุคคลภายนอกที่มิได้มีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขผลการสอบที่มีการประกาศ เป็นพฤติกรรมทุจริตอย่างชัดแจ้ง ส่วนการแก้ไขคะแนน มีทั้งแก้ไขคะแนนจากผู้สอบตกให้เป็นผู้สอบได้ แก้คะแนนผู้สอบได้อยู่แล้วให้มีคะแนนมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อลำดับการขึ้นทะเบียนเพื่อเรียกบรรจุ ในการเรียกบรรจุ พบว่าก.สถ.ยังเรียกบรรจุเพิ่ม แม้มีการจับกุมขบวนการทุจริต โดยไม่คำนึงถึงข้อสั่งการของ รมว.มหาดไทย โดยอ้างเหตุว่าเกรงจะถูกฟ้องร้อง
ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะให้กระทรวงมหาดไทยและ สถ.ดำเนินคดีกับบุคคลตามรายงานผลการตรวจสอบ ทั้งทางแพ่ง อาญา ปกครอง และมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างเด็ดขาดทุกราย ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่ามีผู้เกี่ยวข้องอีกหรือไม่ ,ทบทวนว่าควรให้ ก.สถ.จัดสอบต่อไปหรือไม่ หรือสมควรมอบหมายหน่วยงานอื่น และในการจัดการต่อไปต้องมีกลไกและโครงสร้างการจัดการที่มีธรรมาภิบาล
ขณะเดียวกัน เสนอให้ กสถ.จัดทำคะแนนและบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก และภาค ข ใหม่ โดยแยกผู้ปรากฏหลักฐานการแก้คะแนนโดยมิชอบออก ทบทวนมติการรับรองผลการสอบ (ครั้งที่ 16/2568 และครั้งที่ 4/2569) และเพิกถอนการประกาศผลการขึ้นบัญชี หรือการบรรจุแต่งตั้งผู้ไม่มีสิทธิ พร้อมติดตามเรียกเงินเดือนและค่าตอบแทนคืน เพื่อบรรเทาความเสียหายแก่ราชการโดยเร่งด่วน รวมทั้งเสนอปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานทั่วไปการสอบแข่งขัน พ.ศ.2560 และเสนอข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตให้สำนักงาน ก.พ. รวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลาง ป้องกันมิให้สมัครสอบเข้ารับราชการหรือหน่วยงานรัฐอื่นได้อีก

