หน้าแรก การเมือง โรม จี้ อนุทิ...

โรม จี้ อนุทิน พูดให้ชัด ใครบ้างถือครองปืนได้ เหน็บนักการเมืองบางคน มี 30-40 กระบอก

13.08.26 | 16:28 น.

โรม จี้ อนุทิน ต้องชัดเจนมาตรการคุมปืน ลั่น เกินความจำเป็นแล้วต้องจำกัดสิทธิ์ ตรวจหลักฐานตามสายงาน ย้ำต้องตอบให้ได้ถ้าไม่มีปืนจะให้ความปลอดภัยสังคมอย่างไร หากไม่แก้ก็เกิดโศกนาฏกรรมอีก ลั่น อย่างผมก็ไม่มั่นใจ เผลอ ๆ น่ากลัวกว่าโจร คือเจ้าหน้าที่รัฐ เหน็บนักการเมืองบางคนมีปืน 30-40 กระบอก ราวกับมีรถในโกดัง เตรียมเสนอสังคายนา พ.ร.บ.อาวุธปืนใหม่

เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 13 สองหาคม ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีเหตุกราดยิงบ่อยครั้ง ล่าสุดที่จังหวัดนครราชสีมา ตนเชื่อว่าทุกคนกังวลแน่นอน ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราอาวุธปืนต่อสัดส่วนประชากรสูงติดอันดับโลก ดังนั้น เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ และบวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นำไปสู่โศกนาฎกรรมหลายครั้ง ต้องยอมรับความเป็นจริงว่ามาตรการที่เกี่ยวกับอาวุธปืนมีปัญหาแน่ ๆ ตั้งแต่สมัยก่อนที่มีเปิดร้านขายปืน ตนมองว่าเป็นเรื่องที่เถียงกันไม่จบ แต่ในวันนี้ สิ่งที่ต้องดำเนินการคือ ควรมีมาตรการที่ทำให้มั่นใจว่าสุดท้ายประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นสถานศึกษาหรือพื้นที่สาธารณะ รวมถึงประชาชนทั่วไป ที่รู้สึกไม่ปลอดภัย ถ้าไม่มีมาตรการที่สร้างความปลอดภัยออกมา ตนคิดว่าต้องอยู่ในความหวาดกลัวต่อไป จนถึงวันนี้ เรายังไม่เห็นความชัดเจน


นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า นอกจากคำพูดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่บอกว่าอย่าไปพก ตนคิดว่าไม่น่าจะเป็นโจทย์ตรงนั้น วันนี้เมื่อเราจะแก้ปัญหาเรื่องปืน ต้องกลับมาที่หลักการก่อน ว่าตกลงแล้วนโยบายของรัฐต้องการให้ประชาชนถือครองอาวุธปืนหรือไม่ แต่ก็พบว่าถึงแม้เราจะมีปัญหาเรื่องปืนเถื่อน เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า อาวุธปืนที่ถูกกฎหมายก็ถูกใช้ในลักษณะที่เกิดเหตุสะเทือนขวัญหลายครั้ง ดังนั้น ต้องกลับมามองว่ากลุ่มคนที่สามารถครอบครองอาวุธปืนถูกกฎหมายนั้น มีความหละหลวมตรงไหน ทำไมจึงเกิดเหตุแบบนี้ ทั้งเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ถือครองปืน มีการตรวจสอบรัดกุมแค่ไหน ได้ลงไปดูแล้วหรือไม่ จะปรับปรุงมาตรการอย่างไร

“หากเป็นนโยบายของรัฐ ต่อไปนี้พยายามไม่ให้มีอาวุธปืน แม้จะถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องลดสัดส่วนให้ได้มากที่สุด คนที่จำเป็นจริง ๆ ต้องระบุให้ได้ว่าเป็น กลุ่มไหน แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยนโยบายที่ผ่านมาไม่มีปืนสวัสดิการที่เป็นปืนของแผ่นดิน ที่ตำรวจสามารถยืมได้ จนต้องไปหาซื้อกันเอง ดังนั้นต้องมีมาตรการควบคุม เมื่อเรามองย้อนไปถึงอดีต เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนมีความเครียด มีสารเสพติดที่เกี่ยวพันมา ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการหรือมีมาตรการเรื่องนี้ สุดท้าย โศกนาฎกรรมจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่ามองคำตอบของนายกฯอย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สังคมได้ตัดสินนายกฯไปแล้ว แต่ต้องถามว่าปัญหาในวันนี้คืออะไร ถ้าปัญหาคือมีอาวุธปืนมากเกินไป ท่านต้องแจกแจงออกมาเลยว่ากลุ่มไหนที่สามารถครอบครองปืนได้ ถ้าท่านไม่ให้คนทั่วไปครอบครองปืนได้ จะแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนอย่างไร ถ้าแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ คนก็จะกลับมาพึ่งพามือไม้ตัวเอง จะเวียนกันไปไม่จบ ถ้าจะมีข้อยกเว้นในกลุ่มข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ก็ต้องระบุเงื่อนไขให้ได้

Advertisement

สิ่งที่เราเพิกเฉยไม่ได้คือ การตรวจสอบสุขภาวะทางจิตของผู้ที่ครอบครองปืน จนถึงวันนี้ ผมทราบว่าไม่ได้มีการตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ วันที่เขาได้ปืน เขาอาจจะโอเค แต่มาวันนี้อาจจะไม่ปกติแล้ว ถ้าไม่มีการตรวจสอบก็จะมีปัญหาแบบนี้” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่ากลุ่มที่โดนพุ่งเป้าคือนักการเมืองที่มีปืนไว้ในครอบครองจำนวนมาก นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เราอาจจะเริ่มต้นว่านักการเมือง ตำรวจ ทหาร นักปกครอง ต่างก็มีปืน คำถามคือความจำเป็นของอาวุธปืนมีหรือไม่ แล้วถ้าแก้ไขเรื่องความจำเป็นของอาวุธปืนได้ จะมอบความปลอดภัยให้พวกเขาได้อย่างไร

“ไม่ต้องอะไรมาก อย่างผม ผมก็ไม่มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะสามารถให้ความปลอดภัยกับผมได้ เผลอ ๆ น่ากลัวกว่าโจรก็คือเจ้าหน้าที่รัฐนี่แหละ ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ต้องมาคุยกันว่าถ้ารัฐจะลดอาวุธปืน คำถามที่สำคัญคือคุณจะมอบความปลอดภัยให้เขาได้อย่างไร” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ถ้าเราสามารถมอบความปลอดภัยให้กับสังคมอย่างแท้จริง ตนเชื่อว่าความจำเป็นในการครอบครองอาวุธปืนก็จะลดลง แต่ต้องแก้ไขควบคู่ไปกับอาวุธปืนเถื่อน หรืออาวุธไทยประดิษฐ์ทั้งหลาย

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนจะเสนอแก้กฎหมาย พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)อาวุธปืนหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตอนนี้เราเริ่มมีการพูดคุย ตนในฐานะประธานกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เบื้องต้นได้หารือกับทีมที่ปรึกษา เลขานุการ กมธ.ฯ ว่าเรื่องนี้เรามีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมการ เพราะสถานการณ์นี้ ถ้าไม่มีทางออกอาจจะเกิดขึ้นซ้ำ ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและจะมีการพิจารณาต่อไป

ต่อข้อถามถึงความจำเป็นในการครอบครองอาวุธปืน สามารถนิยามได้หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน อาทิ ถ้ามีประวัติเกี่ยวกับการถูกคุกคาม คนร้ายคนนั้นยังจับตัวไม่ได้ ตนก็คิดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ดุลยพินิจได้ หรือเป็นอาชีพที่จำเป็นจริง ๆ สิ่งที่ต้องตามมาคือการตรวจสุขภาวะให้ชัดเจน

“ตกลงแล้ว ท่านอนุทิน อยากให้สังคมไทยมีอาวุธปืนมากน้อยแค่ไหน ถ้าท่านจะเอาแบบญี่ปุ่น คือจำกัดเยอะ ๆ ท่านต้องมีนโยบายให้เขา ไม่ว่าจะเป็นการรับซื้ออาวุธปืน หรือการอภัยโทษหรือไม่ เพื่อจูงใจให้เขากล้าเอาปืนที่ผิดกฎหมายคืนให้รัฐ ถ้านักการเมืองจะต้องมีปืน อาจจะไม่ทุกคน ควรพิจารณาบนข้อเท็จจริง ขอย้ำว่าไม่ใช่ทุกคนที่ถูกคุกคาม ดังนั้น ไม่ควรจะมองแค่อาชีพอย่างเดียว ไม่ใช่ว่าเป็นนักการเมืองเท่ากับต้องมีปืน แต่ต้องดูว่ามีความจำเป็นอะไร” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่านักการเมืองบางคนมีปืน 30-40 กระบอก มองว่าจำเป็นหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า 30-40 กระบอก ตนว่าอาจจะเกินกว่าความจำเป็นในการป้องกันตัว ถ้าจะมีปืนราวกับว่ามีรถในโกดัง คิดว่าไม่ใช่ความจำเป็น ซึ่งในจุดยืนส่วนตัว อาวุธปืนควรถูกใช้เพื่อป้องกันตัวเอง การมีอาวุธปืนเป็นคลังแสงอาจจะไม่ใช่คำตอบเรื่องการป้องกันตัวเอง