‘3 บอร์ด กสทช.’ แจง ‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯ’ เหตุไม่ประชุมร่วม ‘หมอสรณ’ หลังมติกรรมการสรรหาให้พ้นตำแหน่ง
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาศึกษาผลของมติคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามของนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
โดยมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูล ดังนี้ 1.นพ.สรณ 2.พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง 3.น.ส.พิรงรอง รามสูต กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ 4.นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กสทช. ด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน 5.นายศุภัช ศุภชลาศัย กสทช. ด้านเศรษฐศาสตร์ 6.นายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม 7.เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 8.นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. 9.นพ.ประวิทย์ ลีสถาพรวงศา และ 10.นายประภพ มิตรสงเคราะห์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหารทุนมนุษย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
โดย น.ส.ภคมน กล่าวว่า คณะกรรมการสรรหาได้มีมติให้ นพ.สรณ ไม่มีคุณสมบัติในการเป็นประธานกสทช. แต่นพ.สรณ กลับมีความพยายามหลายครั้งที่จะเข้าประชุมบอร์ด กสทช. ซึ่งวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ บอร์ด กสทช. ไม่สามารถประชุมได้ ทำให้สภาองค์กรของผู้บริโภคกังวลว่า หลังจากนี้ไป กสทช.จะเป็นอย่างไรต่อ โดยเฉพาะในช่วงสุญญากาศนี้ ทั้งนี้ แม้นายกรัฐมนตรีระบุว่า มีการกราบทูลฯ เพื่อให้มีการโปรดเกล้าฯ ถอดถอนประธาน กสทช. แต่วันนี้ แต่นพ.สรณ ก็ยังเข้าประชุมอยู่ จึงต้องมีการพูดคุยกันของทุกฝ่าย

ด้าน พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าวว่า ตามกฎหมายมาตรา 20 ระบุว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ใด ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยขณะนี้ก็เหลืออยู่ 6 คน ซึ่งตนยืนยันว่าสามารถทำงานร่วมกับกรรมการที่เหลือได้ แต่ไม่สามารถทำงานร่วม หรือเข้าประชุมร่วมกับนพ.สรณได้ เนื่องจากกรรมการสรรหามีมติให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว และมีผลนับแต่นั้น ทั้งนี้ กฎหมายไม่ได้ระบุว่าต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งก่อน ดังนั้น ตนมองว่าหากยังมาร่วมประชุม หรือมาเป็นประธานอาจจะส่งผลร้ายแรงกับสิ่งที่มีการอนุมัติภายหลังจากกรรมการสรรหามีมติฯ ซึ่งที่จริงตนได้ส่งหนังสือไปหลายฉบับต่อสำนักงานกสมทช.เพื่อคัดค้านกรณีนพ.สรณ เข้ามาร่วมประชุมด้วย

ด้าน น.ส.พรพิมล อุ่นไพร ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายเทคโนโลยีและพลังงาน กล่าวว่า กฤษฎีกาไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องข้อกฎหมายที่เข้าใจไม่ตรงกัน รวมถึงประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. เพราะไม่มีการหารือมาที่คณะกรรมการกฤษฎีกา
ด้านน.ส.อรดา เทพยายน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ รักษาการแทน รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำนักงานฯ ได้รับหนังสือทุกฉบับของทั้ง 4 คน แต่ที่ต้องจัดประชุมและเชิญนพ.สรณ เข้าร่วมด้วย เนื่องจากหากพูดถึงประเด็นของการพ้นจากตำแหน่ง ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ บัญญัติไว้ในมาตรา 20 กรณีเสียชีวิต ลาออก อายุครบ 70 ปี มีคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 7 และมีลักษณะตามมาตรา 8 แต่กรณีของนพ.สรณเป็นการสละสิทธิ์ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8(2) ซึ่งไม่ได้เป็นเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งที่บรรจุไว้ในมาตรา 20 แต่เป็นการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20(5) วรรค 2 ระบุว่า จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง
น.ส.อรดา กล่าวต่อว่า ทางสำนักงานจึงมองว่าต้องรอมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ก่อน นอกจากนี้ยังมีคำวินิจฉัยของกฤษฎีกาคณะใหญ่ และคำพิพากษาของศาลฎีกายืนยัน จึงเป็นที่มาที่สำนักงานฯ ยังต้องจัดการประชุม และเชิญกรรมการทั้ง 7 คนมาประชุมตามปกติตามข้อบังคับการประชุม ไม่สามารถกันใครคนใดคนหนึ่งไม่ให้เข้าร่วมประชุมได้ เรื่องนี้จึงถือเป็นการตีความแตกต่างกัน
น.ส.อรดา กล่าวด้วยว่า สำนักงาน กสทช. ดำเนินการตามกฎระเบียบ กฎหมายที่มี ซึ่งทุกคนสามารถมีความเห็น และมีสิทธิโต้แย้งได้ แต่ต้องมีการตรวจสอบก่อนร่วมด้วย ตนไม่ได้บอกว่า กมธ.ชุดนี้ไม่เหมาะสม กมธ.สามารถรับฟังเรื่องราว รับฟังความเห็นได้ แต่กระบวนการการตรวจสอบจะต้องให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย ซึ่งย้ำว่าสำนักงานมองว่า หากคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด ทุกคนมีสิทธิโต้แย้งจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงศาลฎีกาได้เช่นกัน รวมถึงกรณีนี้กระบวนการยังไปไม่ถึงไหน เป็นเพียงความเห็นของคณะกรรมการสรรหาฯ ยังไม่ได้ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จึงอยากให้ที่ประชุมบันทึกความเห็นนี้ไว้ด้วย
ทำให้น.ส.ภคมน กล่าวว่า กมธ.ที่ได้พิจารณาเรื่องนี้มาถึง 4 ครั้ง บนอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และทุกครั้งก็เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนพ.สรณ และนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. หลายครั้ง แต่ไม่เคยได้รับความร่วมมือ ดังนั้นยืนยันว่าการทำงานของกมธ.ทำหน้าที่ทุกอย่างตามกฎหมาย และการแสดงความเห็นของตนสู่สาธารณะคือ แสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชน ซึ่งคิดว่า ไม่มีความจำเป็นต้องปรึกษาสำนักงาน กสทช. เพราะไม่ใช่ลูกน้องของ นพ.สรณ และนายไตรรัตน์
ขณะที่ น.ส.พิรงรอง กล่าวว่า หากย้อนกลับไปถึงวันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ในกรณีนี้คือตั้งแต่ต้นปี 2565 แม้ตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง จะคุ้มครองมติหรือการดำเนินการย้อนหลังในส่วนที่ยังไม่ทราบข้อมูลมาก่อนก็ตาม แต่เมื่อทราบข้อมูลชัดเจนเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา การคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวก็หมดไป

น.ส.พิรงรอง กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเรื่องของสำนึกเมื่อมีเหตุอันควรตามกฎหมาย และรับทราบว่าคุณลักษณะหรือคุณสมบัติอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถขอหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวได้ ซึ่งที่ผ่าน อดีตกรรมการ กสทช.ที่ศาลอาญาพิพากษาเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2560 กรรมการท่านนั้นก็แจ้งขอยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวโดยไม่รับค่าตอบแทน พร้อมส่งคืนทรัพย์สินและรถประจำตำแหน่งทันที เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการทำงานหรือการประชุม นี่ถือเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้อง
น.ส.พิรงรอง กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม หากปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนเกิดความเสียหายต่อสาธารณะหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจาก กสทช. ทำหน้าที่กำกับดูแลเอกชนและผู้บริโภคจำนวนมาก โดยมีผู้ถือครองซิมโทรศัพท์กว่า 100 ล้านคน และผู้ชมโทรทัศน์ทั่วประเทศกว่า 70 ล้านคน ซึ่งหากศาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งย้อนหลังไปถึงวันที่ขาดคุณสมบัติจริง จะไม่มีใครสามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังได้
ด้าน นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า เรื่องนี้ กสทช.ไม่ได้ทำตามนโยบายนายกฯ ที่บอกว่าปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ดังนั้น หากสำนักงานยังมีการจัดการประชุมที่มีนพ.สรณเข้าร่วม จนเกิดความเสียหายขึ้นจากการที่นพ.สรณ ไม่มีอำนาจหน้าที่ เป็นใครก็ไม่รู้ที่เข้าไปอยู่ในที่ประชุม แบบนี้คนที่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นคือ รักษาการเลขาธิการ กสทช.



