หน้าแรก การเมือง ส.ป.ก. แจงไร้...

ส.ป.ก. แจงไร้อำนาจสั่งรื้อ “วัดป่าชนะใจ” ป.ป.ช.-ป.ป.ท. จี้รื้อกฎหมาย-ใช้โดรนสกัด

14.08.26 | 15:51 น.

“ส.ป.ก.” โบ้ยกฎหมายมัดมือ หลังปล่อย “วัดป่าชนะใจ” สร้างรุกป่า รับ สั่งหยุด-ไล่รื้อเลยไม่ได้ ด้าน “ป.ป.ช.” แนะใช้โดรนสกัดรุกที่ เข้มจำกัดถือครอง-เก็บภาษี “ป.ป.ท.” ชงแก้กฎหมาย รื้ออำนาจคำสั่งปกครอง

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่โรงแรมพาร์คอินน์ จ.สระบุรี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดเสวนาประเด็นการลงพื้นที่เฝ้าระวังการบังคับใช้กฎหมายกรณีการบุกรุกพื้นที่ของ ส.ป.ก. กรณีสถานปฏิบัติธรรมวัดป่าชนะใจ จังหวัดสระบุรี พร้อมทั้งแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของ ส.ป.ก.


นายเกียรติศักดิ์  พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า การตรวจสอบการบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก. ต้องพูดในระดับนโยบายเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมเสนอแนะให้หันกลับมาดูคำนิยามของคำว่าเกษตรกรใหม่ กำหนดว่าต้องการให้เกษตรกรของประเทศไทยเป็นแบบไหน และจำกัดการถือครองที่ดิน ขณะเดียวกันต้องใช้มาตรการทางภาษีอย่างเข้มงวด ซึ่งดาวเทียมสามารถพิกัดได้หมดว่าพื้นที่ประเทศไทยโซนไหนมีขนาดพื้นที่เท่าไหร่ และขอให้ ส.ป.ก. จัดหาโดรนเพื่อขึ้นบินสำรวจพื้นที่ ทำการรังวัดที่ดิน แม้การรังวัดบางพื้นที่จะมีความยากลำบากอยู่บ้าง ซึ่งการรังวัดที่ดินจะสามารถทำการจัดเก็บภาษีที่ดินได้ รวมถึงป้องกันการบุกรุกที่ดินของรัฐโดยไม่ต้องมาไล่ปราบปรามในภายหลัง

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี คฑาวุธ คลังนุช ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสระบุรี มองว่า การแก้ไขปัญหาการทุจริตและการบุกรุกที่ดินจะต้องบูรณาการร่วมกันโดยใช้เครือข่ายในท้องถิ่น รวมถึงผู้ใหญ่บ้าน และใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านไลน์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี เช่น โดรนบินสำรวจพื้นที่ แก้ไขปัญหาการมีคนไม่เพียงพอ เพราะการปรับพื้นที่ รถบรรทุกใหญ่ ติดตั้งเสาไฟ ขุดเจาะน้ำบาดาล ต้องใช้เวลาเป็นปี กรณีวัดป่าชนะใจวันนี้คนบุกรุกคือพระ ทั้งที่ในพื้นที่สระบุรีมีวัดร้างหลายวัด ทั่วประเทศมีสำนักสงฆ์ที่ทิ้งร้างเป็นจำนวนมาก ดังนั้นต้องจัดทำ “สระบุรีโมเดล” โดยพื้นที่ ส.ป.ก. ต้องมีการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรทำเกษตรกรรมจริงๆ และขอให้นิมนต์พระสงฆ์ไปจำอยู่ในพื้นที่วัดร้างเพื่อไม่ให้เป็นการเบียดเบียนเกษตรกรและทรัพยากรธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ส.ป.ก. กับกรมป่าไม้จะต้องสำรวจพื้นที่ หากพื้นที่ไหนไม่เหมาะทำเกษตรกรรม อาจทำเป็นป่าชุมชน และนำเข้าสู่คณะรัฐมนตรีให้พิจารณา พร้อมย้ำว่าที่ดิน ส.ป.ก. ขายไม่ได้

Advertisement

นายนักปราชญ์ จี้กระโทก ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายปฏิรูปที่ดิน สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กล่าวว่า ส.ป.ก. รับทราบการใช้ที่ดินของสถานปฏิบัติธรรมวัดป่าชนะใจหลังได้รับแจ้งจากผู้ประสงค์ไม่ออกนาม และมีการเข้าไปตรวจสอบในวันที่ 1 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 ก็ได้เข้าร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ก็ได้พบว่ามีการปรับพื้นที่เนินเขาเพื่อเตรียมสร้างผาชนะใจ จึงได้ร้องทุกข์เพิ่มเติม ขณะนี้สำนวนอยู่ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.)

โดยจังหวัดสระบุรีมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาความเสียหาย เพื่อคำนวณความเสียหายทั้งที่ดินและทรัพยากร ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ หากแล้วเสร็จก็จะส่งเรื่องไปยัง บก.ปทส. พร้อมระบุว่า ส.ป.ก. ไม่มีอำนาจในการออกคำสั่งบังคับการรื้อถอน จะต้องใช้ขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง โดยพยายามแก้ไขปัญหาแม้ไม่เต็มร้อยแต่ก็ทำให้ถึงที่สุดและเต็มที่ ส่วนปัญหาทางปกครองต่อผู้ถือครองที่ดิน 7 แปลงนั้น พบว่าที่ดิน 1 แปลง ยังไม่มีการสละสิทธิ์คืนให้ ส.ป.ก. แต่สละสิทธิ์ให้กับมูลนิธิของวัดป่าชนะใจใช้ประโยชน์ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาให้มูลนิธิใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้หรือไม่ ส่วนอีกแปลงไม่สามารถสละสิทธิ์ได้เนื่องจากนำไปเป็นหลักประกันอยู่ที่ ธ.ก.ส. ย้ำว่า ส.ป.ก. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และภาพรวมการตรวจสอบที่ดินนั้นก็ได้มีการจัดทำแผนการตรวจสอบทั้งภาพรวมและเฉพาะราย ต้องดำเนินการให้เป็นไปด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบสิทธิของราษฎร จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาและให้โอกาสผู้ถือครองด้วย

ส่วนของวัดป่าชนะใจนั้น ส.ป.ก.สระบุรี ได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อผู้กระทำความผิด ทั้งประธานมูลนิธิ มูลนิธิ และกรรมการ รวมถึงได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสระบุรีให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่กับพระสงฆ์ ซึ่งหากดำเนินการก็อาจไม่เกิดการบุกรุกซ้ำในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ ส.ป.ก. ไม่มีอำนาจหน้าที่และไม่มีกฎหมายในทางปกครอง รวมถึงการไปไล่รื้อถอน มีหน้าที่ควบคุมเกษตรกรผู้เข้าทำประโยชน์ ซึ่งก็มีกฎหมายอยู่ในสังกัดหน่วยงานอื่นด้วย แตกต่างจากอดีตที่สามารถใช้คำสั่ง คสช. ในการดำเนินการกับผู้บุกรุกได้

ทั้งนี้ในช่วงถามตอบ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกระบวนการตรวจสอบการบุกรุกและการทำรังวัดที่ดิน ความผิดเริ่มต้นจาก ส.ป.ก. หรือไม่ นายนักปราชญ์ ชี้แจงว่าเมื่อมีผู้มายื่นคำขอใช้ที่ดิน ส.ป.ก. ได้ขอเอกสารเพื่อตรวจสอบ และการทำรังวัดเพื่อประกอบการพิจารณาคำขอของวัดป่าชนะใจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่ายังไม่ได้อนุญาต ซึ่งการสื่อสารอาจเกิดความคลาดเคลื่อนทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ส.ป.ก. อนุญาต จึงได้มีการก่อสร้าง แต่ได้แจ้งขอความร่วมมือให้ยุติการใช้ที่ดินและยุติการก่อสร้าง

ส่วนการตรวจสอบการสละสิทธิ์ให้วัดจริงๆ หรือเป็นการนำที่ไปขายนั้น ส.ป.ก. มีแนวทางชัดเจนห้ามซื้อขาย หากมีการขออนุญาตเพื่อสร้างวัดแต่ตรวจพบว่ามีการซื้อขายที่ดินก็ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะผิดระเบียบ อย่างไรก็ตามจะต้องมีการตรวจสอบเพื่อประกอบการพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่

เมื่อถามว่า ทำไมหน่วยงานถึงมีการปล่อยให้มีการก่อสร้างมาเป็นเวลาพอสมควรจนสามารถทำทางขึ้นเขาหรือปลูกบ้านเรือนได้ นายนักปราชญ์ กล่าวว่า ภายหลังการลงพื้นที่ของหน่วยงานต่างๆ ในปี 2569 ส.ป.ก. ได้ปิดป้ายห้ามเข้าพื้นที่และแจ้งความเพิ่มเติมในคดีบุกรุก ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.สระบุรี ไม่สามารถเฝ้าระวังในทุกพื้นที่ได้ตลอดเวลา และไม่สามารถออกคำสั่งห้ามการก่อสร้างได้ เพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ทำให้กระบวนการของ ส.ป.ก. ล่าช้า และหากจะไล่รื้อถอนต้องประเมินความเสียหายก่อน ส่วนอำนาจในการดำเนินการกับผู้บุกรุกนั้น แม้ ส.ป.ก. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่เนื่องจากมีกฎหมายหลายฉบับบังคับใช้กับที่ดิน ส.ป.ก. และไม่มีหน่วยงานใดมีอำนาจสั่งระงับการก่อสร้าง โดย ส.ป.ก. รับมอบอำนาจจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัด แต่ต้องมีขั้นตอนดำเนินการตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. มีนอกมีในหรือมีผลประโยชน์กับวัดป่าชนะใจหรือไม่ นายนักปราชญ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้ และยังไม่มีข้อเท็จจริงที่เป็นพยานหลักฐาน โดยจะรับเรื่องนี้ไปรายงานให้กับผู้บริหารเพื่อให้มีการตรวจสอบ พร้อมยืนยันว่าทาง ส.ป.ก. ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ และมีการส่งหนังสือติดตามความคืบหน้าของคดีกับหน่วยงานต่างๆ มาโดยตลอด

เมื่อถามถึงตัวเลขสถานปฏิบัติธรรมที่มีลักษณะเช่นเดียวกับวัดป่าชนะใจอีกกี่แห่ง นายนักปราชญ์ กล่าวว่า มีเรื่องร้องเรียนในลักษณะใกล้เคียงเข้ามา แต่ไม่สามารถระบุตัวเลขที่แน่ชัดได้ เนื่องจากไม่ใช่ผู้รับผิดชอบโดยตรง

ด้านตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท. ภาค 1) กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ท. ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาที่ดิน ส.ป.ก. มาเป็นระยะเวลา 10 กว่าปี พร้อมมองว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้จะไม่สามารถทำได้หากบอกว่าหน่วยงานรัฐไม่มีอำนาจจนทำให้เกิดช่องโหว่ ดังนั้นควรมีการเสนอแก้ไขกฎหมาย ให้ ส.ป.ก. มีอำนาจทั้งทางอาญาและคำสั่งทางปกครอง

ด้าน นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ป่าไม้ได้มอบที่ดินให้กับ ส.ป.ก. ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 ครั้ง รวมเป็นที่ดินเกือบ 46 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของที่ดินทั้งประเทศ เพื่อนำไปจัดสรรให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งได้มีเงื่อนไขและข้อห่วงใยทุกครั้ง รวมถึงกำชับให้ ส.ป.ก. และกรมป่าไม้จะต้องร่วมกันเข้าไปฟื้นฟู ส่วนพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่ไม่มีเกษตรกรเข้าไปทำกินจะต้องกำหนดให้เป็นพื้นที่ป่า ไม่อนุญาตให้เข้าทำกิน