กรมการปกครองชี้แจงกรณี “พ่อทิพย์” ตัวเลขผู้เข้าข่ายต้องตรวจสอบ ยังไม่ใช่จำนวนผู้ทุจริต เดินหน้าตรวจสอบย้อนหลังทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม กรมการปกครอง ออกหนังสือชี้แจง ระบุว่า ตามที่มีสื่อได้เสนอข่าวข้อมูลว่านายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ต้องใช้คำว่า “ชิxหายแล้ว” เมื่อความปรากฏว่าคดี “พ่อทิพย์” ที่ลูกจีนได้สัญชาติไทย ตรวจพบเจอ ที่อายุสูงสุด คือ 23 ปี ทำกันมานานเป็นขบวนการ ตัวเลขรวมกันทั้งประเทศอาจจะสูงถึง 10,000
กรมการปกครอง ขอเรียนว่า กรมการปกครองให้ความสำคัญกับกรณีดังกล่าวอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความถูกต้องของฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร สถานะบุคคล สัญชาติ และความมั่นคงของประเทศ
1. สำหรับข้อมูลที่ปรากฏว่า พบกรณีประมาณ 1,000–1,500 ราย จากโรงพยาบาลเอกชน 8 แห่งในกรุงเทพมหานคร นั้น เป็นข้อมูลของกลุ่มที่ “เข้าข่ายความเสี่ยงและต้องตรวจสอบเพิ่มเติม” มิได้หมายความว่าบุคคลทั้งหมดได้รับสัญชาติไทยโดยทุจริตแล้ว การจะวินิจฉัยแต่ละกรณีต้องตรวจสอบเอกสาร พยานบุคคล เวชระเบียน ข้อมูลทางทะเบียน และผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ประกอบกันเป็นรายกรณี
ส่วนตัวเลขที่มีการกล่าวถึงว่า อาจมีถึง 10,000 รายทั่วประเทศนั้น ขณะนี้มิใช่ตัวเลขผลการตรวจสอบยืนยันอย่างเป็นทางการ เนื่องจากกรมการปกครองได้สั่งการให้สำนักทะเบียนทุกแห่งทำการตรวจสอบย้อนหลังและคัดแยกรายการต้องสงสัย จึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนสรุปจำนวนที่แท้จริง
2. กรมการปกครองมิได้นิ่งนอนใจ และได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบและดำเนินคดีกับขบวนการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องที่ผ่านมาได้มีการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งผู้แอบอ้างเป็นบิดา บุคคลต่างด้าว เจ้าหน้าที่สถานพยาบาล และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพยานหลักฐานเกี่ยวข้อง รวมทั้งมีการตรวจเวชระเบียน เอกสารการแจ้งเกิด เก็บสารพันธุกรรม (DNA) และใช้ระบบการตรวจสอบของ DOPA N.I.C.E. สนับสนุนการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงและความผิดปกติของข้อมูล
กรณีที่ตรวจสอบและมีพยานหลักฐานยืนยันว่าเป็นรายการที่ทุจริตทางทะเบียน ได้สั่งการให้ นายทะเบียนที่เกี่ยวข้องแก้ไขหรือเพิกถอนรายการทางทะเบียนและสถานะที่ได้มาโดยมิชอบ พร้อมดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย
3. การตรวจ DNA เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างบิดา มารดา และบุตร แต่ไม่จำเป็นต้องตรวจ DNA ทุกกรณีตั้งแต่ต้น โดยต้องผ่านกระบวนการคัดกรองจากข้อมูลทะเบียน เอกสารการเกิด เวชระเบียน พยานบุคคล และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องก่อน
ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องตรวจ DNA กรมการปกครองมีการประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่อย่างต่อเนื่อง ในการกำหนดแนวทางและงบประมาณรองรับให้การตรวจสอบให้สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรมการปกครอง ขอขอบคุณที่ท่านสนใจติดตามด้วยความห่วงใย และต้องขอความร่วมมือประชาชน ช่วยกันแจ้งเบาะแสการทุจริตกรณีต่างๆ ซึ่งจะได้ตรวจสอบ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป จึงขอแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ทุกท่านทราบโดยทั่วกัน




