“พลพีร์-สำราญ” ร่วมทลายนอมินีสมุยเฟส 7 สั่งจว.เร่งบังคับจำหน่ายบริษัทนอมินี บอกคุยต่างชาติพบช่องโหว่เลี่ยงซื้อที่ดินตรง เปลี่ยนเป็นเช่าระยะยาว ลั่นเจตนาทวงคืนผืนดินไทย ตามต่อ 101 หมายสมุยโมเดล
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่วิทยาลัยสหวิทยาการ อ.สมุย จ.สุราษฎร์ธานี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ม.ล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ร่วมแถลงปฏิบัติการนอมินีที่ครอบครองที่ดินในอ.สมุย
นายพลพีร์ กล่าวว่า ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในการปกป้องชาติประชาชนและบริษัทที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย หรือประเด็นภารกิจที่กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการงานร่วมกันและปฏิบัติร่วมกันมาโดยตลอด มาถึงวันนี้เป็นเฟส 7 ของ สมุย ซึ่งบริษัทนิติบุคคลบนเกาะทั้งหมดมีประมาณ 12,000 บริษัท มีบริษัทต้องสงสัยประมาณ 8,000 บริษัท แต่ในมุมของกรมที่ดินภายใต้สังกัดกระทรวงไทย บริษัทที่ครอบครองที่ดินในอำเภอสมุยมีทั้งหมด 3,892 บริษัท เป็นบริษัทที่ครอบครองโดยผิดกฎหมายหรือผู้ถือหุ้นต่างชาติมากกว่าคนไทย 138 บริษัท และมีบริษัทที่ถือครองที่ดินเข้าข่ายเป็นนอมินีอีก 2,579 บริษัท มองว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ ซึ่งตัวนอมินีตนได้ให้นโยบายให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดว่า 138 บริษัทนั้นที่ตรวจสอบกับทางกรมธุรกิจการค้าแล้ว มีความชัดเจนว่าผู้ถือครองบริษัทและที่ดินบนเกาะสมุยผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นคณะกรรมการจังหวัดจะต้องเร่งนำทั้ง 138 บริษัทเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการจังหวัด เพื่อบังคับใช้กฎหมายและจำหน่ายต่อไป

นายพลพีร์ กล่าวว่า ส่วนบริษัทที่ยังมีความสงสัย 2,000 กว่าบริษัท ได้มอบให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัด กรมที่ดิน พาณิชย์จังหวัดได้บูรณาการงานร่วมกันในการหาข้อมูลในเชิงลึกที่เกี่ยวข้องหากผิด จะต้องดำเนินคดีเช่นเดียวกัน ส่วนในภารกิจวันนี้ต้องขอบคุณ รองผบ.ตร.ในเรื่องโครงข่ายหุ้นส่วน หนึ่งในนั้นเป็นสัญชาติอิสราเอล ซึ่งจากการสืบสวนในการพูดคุยกับต่างชาติบริเวณด้านหน้าห้องประชุม ปรากฏว่ามีบริษัทถือครองที่ดิน วันนี้มีหมายออกมา โดยต่างชาติครองที่ดินในการซื้อเปลี่ยนเป็นการเช่าระยะยาว 30 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงการครอบครองที่ดินอย่างผิดกฎหมาย และมีการปล่อยเช่าที่พักอาคารหมู่บ้านที่เป็นบริษัทนอมินีตามหมายจริง และเป็นการจ่ายเงินสดส่วนหนึ่งให้กับชาวต่างชาติที่จะมารอรับเงิน และวันเข้าพักและอีกส่วนหนึ่งเป็นการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารต่างประเทศ ซึ่งพฤติกรรมต่างๆ ถือเป็นบริษัทที่ตั้งใจที่จะประกอบธุรกิจหรือประกอบการในสมุยโดยผิดกฎหมาย
ด้านพล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ได้รายงานให้นายกฯ ทราบว่าวันนี้มีปฏิบัติการเรื่องนอมินี ที่สมุยเป็นเฟสที่ 7 ซึ่งนายกฯ สั่งการชัดเจนให้ดำเนินการให้สิ้นซาก และทางผู้การจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้รายงานให้ทราบว่า คดีเสร็จสิ้นไปแล้ว 187 คดี ซึ่งได้มีการประสานกันต่อในประเด็นนี้จะดำเนินการต่อผู้ช่วยเหลือ แนะนำ สนับสนุน ทางบริษัทด้านกฎหมายและการบัญชี เพื่อให้ดำเนินการมรรยาท ทนายความและมรรยาทนักบัญชี เพื่อที่จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก จึงอยากเน้นย้ำไปที่บริษัทเหล่านี้ให้ชี้แนะเพื่อให้เกิดการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวต่อว่า วันนี้ผู้ต้องหาตนไม่อยาก ระบุสัญชาติใดชาติหนึ่งเพราะเป็นนานาชาติ ยืนยันว่าไม่ได้ติดตามจับกุมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูแลคุ้มครองในส่วนที่เป็นนักท่องเที่ยว อย่างในกรุงเทพฯ มีชาวญี่ปุ่นถูกทำร้าย โดยคนไทย 5 คนเราสามารถจับกุมดำเนินคดีได้ครบ เพราะไม่อยากให้เห็นว่าพอเห็นตนและนายพลพีร์ มาไม่ใช่เพียงแค่มาจับ มาปราบต่างชาติ แต่เราก็ต้องดูแลคุ้มครอง เพราะเราสนับสนุนการลงทุนและการท่องเที่ยว เพราะที่นี่เองก็มีบริษัทที่ทำถูกต้อง ซึ่งในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8 ถือเป็นต้นทางแม่แบบสำนวนการสอบสวนเรื่องนอมินี

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า โดยในพื้นที่สามารถออกหมายจับได้ถึง 101 หมาย ส่วนการจับกุม ผู้ต้องหาที่เป็นต่างชาติ บางครั้งเดินทางออกนอกประเทศก่อนการจับกุมได้ และสามารถจับกุมได้ 27 หมายแต่ยืนยันว่าอีก 101 หมาย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่สามารถจับกุมได้ เพราะทรัพย์สินต้องอยู่ ที่นี่ แต่ต้องคืนความชอบธรรมหากเขา หากทรัยพ์นั้นได้มาโดยความสุจริต ต้องให้ดำเนินการขายทอดตลาด 180 วันก่อน ซึ่งหากพบว่าเป็นการได้มาโดยสุจริตหลังการขายทอดตลาดจะประสานสถานทูตคืนเงินให้ และในส่วนของทรัพย์สินต้องปรับมาเป็นของแผ่นดินเราเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นในโลกโซเชียลขอชี้แจงว่ารัฐมนตรีช่วย ตน และผู้ช่วยผบ.ตร.เป็นการทวงคืนผืนดินของประเทศไทยอย่างแน่นอน แต่ถ้าเขาดำเนินการเสร็จสิ้นก็ต้องคืน ยืนยันว่าทำงานครบถ้วนกระบวนความ ไม่ได้ลิดรอนสิทธิ์ใคร
ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้คำมั่นต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า นอมินีทั้ง 180 กว่าราย จะทำให้เกิดการจำหน่ายภายในเดือนส.ค.นี้ ส่วนอีก 2,500 ราจะดำเนินการภายใน 90 วัน ตนรับปากและยืนยัน
ด้าน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มอบหมายม.ล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และทีมปราบนอมินี กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ลงพื้นที่บูรณาการความร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

การปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมาย 4 จุด ดังนี้
1. โรงแรมรีสอร์ทขนาดใหญ่ บนที่ดินกว่า 25 ไร่ พบกรรมการคนไทยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ เมื่อตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม มีชื่อถือหุ้นอยู่หลายบริษัท โดยมีชาวต่างชาติร่วมลงทุนด้วย ซึ่งมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยไม่สามารถตอบคำถามการประกอบธุรกิจหรือการลงทุนได้ครบถ้วน และเมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าผู้ถือหุ้นคนไทยรายนี้เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่อีกหลายบริษัท
2. วิลล่าให้เช่า สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ พบนักท่องเที่ยวอิสราเอลกำลังเข้าพัก ให้ข้อมูลว่าเช่าพักคืนละหลายหมื่นบาท โดยจ่ายผ่านออนไลน์ ไม่ได้จ่ายค่าเช่าเป็นเงินบาทไทยตั้งแต่ต้นทางที่ประเทศอิสราเอล ซึ่งอาจเข้าข่ายเลี่ยงภาษี พบข้อมูลผู้ถือหุ้นชาวไทยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่หลายบริษัท
3. ร้านค้ากัญชา เปิดเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น มีทั้งหมด 4 สาขา ในพื้นที่พะงัน สมุย ภูเก็ต และ กทม. และจำหน่ายใบสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุม (แบบ ภ.ท.33) ในราคาใบละ 300 บาท สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการ รวมถึงการขายสินค้าเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับกัญชามากมาย จากการตรวจสอบงบการเงินล่าสุดพบว่ามีรายได้มากถึง 15 ล้านบาท พบข้อมูลผู้ถือหุ้นชาวไทยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่หลายบริษัท ซึ่งมีข้อสงสัยหลายประการที่จะต้องตรวจสอบเชิงลึกต่อไป
4. วิลล่าหรู ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงเชิงเขา เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบวิลล่าดังกล่าวพบปิดเงียบ ไม่พบบุคคลใดที่จะสามารถให้ข้อมูลใดๆ ได้เลย แต่พบว่าโฉนดออกในนามของบุคคลธรรมดา ซึ่งจะต้องตรวจสอบการถือครองที่ดินและรายละเอียดของการประกอบธุรกิจต่อไป

โดยปัจจุบันจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีนิติบุคคลอยู่จำนวน 25,603 ราย ซึ่งนายพลพีร์ สุวรรณฉวี (มท.2) มีข้อสั่งการกรณีที่มีนิติบุคคล 104 ราย ถือครองที่ดิน 124 แปลง ให้กรมที่ดินดำเนินการต่อผ่านอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อประชุมและบังคับจำหน่ายทันที และในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ตรวจสอบเรื่องนอมินีและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า หากพบว่าคนไทยรายใดมีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ยอมรับเงินหรือผลประโยชน์ โดยยินยอมเป็นนอมินีอำพรางให้ต่างชาติ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 36 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน
“ที่ผ่านมามีต่างชาติเข้ามาลงทุน หรือประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายอยู่จำนวนมาก ซึ่งอยากฝากถึงผู้ประกอบการชาวต่างชาติที่ประสงค์จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย หรือผู้ให้คำแนะนำการลงทุนทั้งหลาย ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยกรมฯ พร้อมอำนวยความสะดวก และอยากฝากถึงคนไทยที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือ หรือมีส่วนสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินีอยากให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยขอให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ” นายพูนพงษ์ กล่าว




