หน้าแรก การเมือง นพดล ชี้ 8 บท...

นพดล ชี้ 8 บทเรียนโลก เสนอรัฐบาล รื้อระบบปืน ทั้งประเทศ ยันกฎหมายเข้มอย่างเดียวเอาไม่อยู่

16.08.26 | 11:39 น.

“นักวิชาการ” เสนอรัฐบาล “รื้อระบบปืนทั้งประเทศ” หลังพบ 8 บทเรียนโลกชี้ กฎหมายเข้มอย่างเดียวเอาไม่อยู่

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท วิชานวัตกรรมสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวถึงผลการศึกษานโยบายควบคุมอาวุธปืนในต่างประเทศเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการจัดระเบียบอาวุธปืนในประเทศไทยว่า


โจทย์ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “นโยบายควบคุมอาวุธปืนดีหรือไม่ดี” แต่คือ “นโยบายควบคุมปืนออกแบบครบระบบหรือไม่” เพราะหลายประเทศพบว่า ต่อให้กฎหมายเข้ม ถ้าออกแบบผิดจุด บังคับใช้ไม่ทันตลาดมืด เทคโนโลยีใหม่ หรือพฤติกรรมของอาชญากร ผลที่ได้อาจต่ำกว่าที่คาด สร้างภาระต่อคนที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และทำให้รัฐรู้สึกว่ากำลังควบคุมปัญหา ทั้งที่ความเสี่ยงจริงย้ายไปอยู่นอกระบบ

ผศ.ดร.นพดล กล่าวต่อว่า ตนสรุปเป็น 8 บทเรียน ผลข้างเคียงและความล้มเหลวของนโยบายควบคุมอาวุธปืนต่างประเทศ ที่ประเทศไทยน่าจะนำมาพิจารณาปรับใช้ในบริบทของสังคมไทย คือ

1.คุม “ปืนถูกกฎหมาย” แต่ตลาดมืดยังอยู่ ปัญหาไม่ได้หาย แค่ย้ายที่ นี่เป็นข้อจำกัดที่ชัดมากในหลายประเทศ กฎหมายอาจลดการเข้าถึงปืนในตลาดถูกกฎหมายได้ แต่หากอาชญากรยังเข้าถึงปืนผ่านการลักลอบข้ามแดน การขโมย ผู้ซื้อแทน หรือการผลิตผิดกฎหมาย ความรุนแรงอาจยังดำรงอยู่ สำหรับไทย อย่าประเมินความสำเร็จจากจำนวนใบอนุญาตที่ลดลงอย่างเดียว ต้องดูว่าปืนเถื่อนเข้าสู่ตลาดลดลงหรือไม่ จึงเสนอว่า คุมปืนมีทะเบียนหนึ่งระบบ ต้องมีระบบทำลายตลาดปืนเถื่อนอีกหนึ่งระบบเดินคู่กัน

Advertisement

2.อาชญากรปรับตัวเร็วกว่ากฎหมาย คุมปืนชนิดหนึ่ง อาจเกิดปืนรูปแบบใหม่ ในบางประเทศสามารถซื้อได้อย่างถูกกฎหมาย แต่คนร้ายนำปืนเหล่านี้ไปดัดแปลงให้ยิงกระสุนจริงได้ จึงกลายเป็นช่องทางให้ปืนที่ดูเหมือนไม่อันตราย กลายเป็นอาวุธที่ใช้ก่ออาชญากรรมและมีปฏิบัติการยึดอาวุธลักษณะนี้จำนวนมาก กฎหมายอาจนิยาม “ปืน” ได้ทันเมื่อวาน แต่ตลาดอาชญากรรมกำลังสร้าง “ปืนแห่งอนาคต” สำหรับไทยจึงต้องคิดถึง ปืนดัดแปลง ปืนแบลงก์ ชิ้นส่วนสำคัญ ปืนประกอบเอง ปืนพิมพ์สามมิติ กระสุนและชิ้นส่วนที่ซื้อแยกแล้วนำมาประกอบ ไม่ใช่ควบคุมเฉพาะอาวุธสำเร็จรูปเท่านั้น

3.กฎหมายเข้ม แต่ซับซ้อนเกินไป ประชาชนไม่เข้าใจ เจ้าหน้าที่ก็ใช้ไม่ตรงกัน บทเรียนจากอังกฤษคือ กฎหมายยิ่งมากไม่ได้แปลว่าจะยิ่งปลอดภัย หากกฎหมายหลายฉบับซ้ำซ้อน กระจัดกระจาย และตามเทคโนโลยีไม่ทัน สุดท้ายประชาชนสับสน เจ้าหน้าที่ก็อาจใช้กฎหมายไม่ตรงกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่มีกฎหมายมาก แต่ต้องมีกฎหมายที่ชัด ทันสมัย และใช้ได้จริง สำหรับประเทศไทย การปฏิรูปปืนไม่ควรทำด้วยการเพิ่มกฎหมายทีละชั้น จนประชาชน ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และร้านปืนตีความต่างกัน ควรมีแผนผังกฎหมายปืนแห่งชาติที่ตอบได้ชัดว่า ใครอนุญาต ใครตรวจสอบ ใครเพิกถอน ใครเก็บข้อมูล ใครติดตามปืน ใครรับแจ้งสูญหาย ใครสาวถึงต้นทางเมื่อปืนเข้าสู่คดี

4.ออกกฎหมายหลังเหตุใหญ่เร็วเกินไป อาจแก้สิ่งที่เห็น แต่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดเหตุ นี่เป็นความเสี่ยงที่ทุกประเทศต้องระวัง เหตุสะเทือนขวัญมักสร้างโอกาสทางนโยบาย ทำให้สังคมพร้อมรับมาตรการใหม่ แต่ข้อเสียคือรัฐบาลอาจรีบออกมาตรการเพื่อแสดงการตอบสนอง หลังเหตุยิงใหญ่ รัฐควรทำการทบทวนเหตุรุนแรงจากอาวุธปืนอย่างเป็นระบบทุกคดีใหญ่ โดยถามให้ครบว่า ปืนมาจากไหน ถูกหรือผิดกฎหมาย เจ้าของคือใคร ผู้ก่อเหตุเข้าถึงอย่างไร มีสัญญาณเตือนมาก่อนหรือไม่ หน่วยงานใดมีข้อมูล ข้อมูลเชื่อมกันหรือไม่ จุดไหนของระบบล้มเหลว แล้วจึงออกมาตรการให้ตรงจุดแห่งความล้มเหลวนั้น

5.คุมคนที่อยู่ในระบบมากเกินไป แต่ใช้ทรัพยากรน้อยกับคนที่อยู่นอกระบบ นี่เป็นข้อวิจารณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ และควรรับฟังโดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยทั้งหมด และควรใช้หลักการควบคุมบนฐานของความเสี่ยง: คนเสี่ยงต่ำ → กำกับอย่างเหมาะสม, คนหรือปืนเสี่ยงสูง → ตรวจเข้ม, ปืนเถื่อน → ปราบและสาวถึงเครือข่าย, พื้นที่เสี่ยงสูง → เพิ่มมาตรการ, พฤติการณ์เตือน → ประเมินทันที แทนที่จะใช้มาตรการเดียวกับทุกคน

6.ทะเบียนปืนดี แต่ถ้าข้อมูลไม่ครบ ไม่เชื่อม หรือไม่ทันเวลา ก็กลายเป็นฐานข้อมูลที่มีแต่ใช้ไม่ได้ ทะเบียนไม่ใช่เป้าหมาย แต่การตรวจย้อนกลับได้ต่างหากคือเป้าหมาย ฐานข้อมูลที่ดีต้องตอบได้ภายในเวลาสั้น ๆ ว่า ปืนกระบอกนี้เป็นของใคร ซื้อเมื่อไร โอนหรือยัง แจ้งหายหรือไม่ เคยเข้าสู่คดีหรือไม่ เชื่อมกับปืนกระบอกอื่นหรือเครือข่ายใด

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา

7.คุมปืนแต่ไม่คุมการรั่วไหล ปืนถูกกฎหมายอาจกลายเป็นปืนอาชญากรรม สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ให้ความสำคัญกับการป้องกันอาวุธปืน ‘สูญหาย ถูกขโมย หรือรั่วไหลออกจากระบบที่ถูกกฎหมาย’ ไปสู่บุคคลหรือเครือข่ายที่ไม่มีสิทธิครอบครอง จึงให้ความสำคัญกับการทำเครื่องหมายประจำอาวุธ การจัดเก็บประวัติ การเก็บรักษาอย่างปลอดภัย และการติดตามย้อนกลับว่าอาวุธแต่ละกระบอกมาจากไหนและผ่านมือใครบ้าง ดังนั้นคำถามที่ประเทศไทยควรถามทุกปีไม่ใช่เพียง “มีปืนเถื่อนกี่กระบอก” แต่ต้องถามว่า “ปืนเถื่อนของวันนี้ อดีตเคยเป็นปืนถูกกฎหมายหรือไม่” ถ้าใช่ ต้องหาจุดรั่วว่า ถูกขโมย แจ้งหายเท็จ ซื้อแทน โอนนอกระบบ เจ้าหน้าที่หรือคลังอาวุธรั่ว นำเข้าถูกต้องแต่หลุดออกตลาดมืด นี่อาจเป็นหนึ่งใน KPI สำคัญที่สุดของนโยบายปืนไทยในอนาคต

8.กฎหมายอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนระบบเตือนภัยก่อนเกิดเหตุ ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของการควบคุมอาวุธปืน เพราะคนคนหนึ่งอาจได้รับอนุญาตให้มีปืนอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาหลายปี แต่สถานการณ์ชีวิต พฤติกรรม และระดับความเสี่ยงของบุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น การตรวจสอบเพียงครั้งเดียวในวันที่ขออนุญาตจึงอาจไม่เพียงพอ ควรมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับความเสี่ยงสามารถนำกลับมาประกอบการพิจารณาใบอนุญาตได้

“หวังว่ารัฐบาลไทยจะใช้จังหวะนี้ทบทวนระบบบริหารอาวุธปืนของประเทศไทยทั้งระบบ ตั้งแต่การอนุญาต การครอบครอง การเก็บรักษา การพกพา การโอน การสูญหาย การเพิกถอน การปราบปืนเถื่อน การติดตามย้อนกลับ ตลอดจนการสร้างระบบเตือนภัยก่อนเกิดเหตุ โดยดึงตำรวจ ฝ่ายปกครอง หน่วยงานความมั่นคง นักกฎหมาย นักวิชาการ ผู้ประกอบการ เจ้าของปืนโดยชอบด้วยกฎหมาย และภาคประชาชนเข้ามาร่วมออกแบบระบบที่ทั้งปลอดภัย เป็นธรรม และปฏิบัติได้จริง” ผศ.ดร.นพดล กล่าวทิ้งท้าย