หน้าแรก การเมือง นัยการเมือง ภ...

นัยการเมือง ภท.-พท. ‘อนุทิน’พบ 3 อดีตนายกฯ

17.08.26 | 09:23 น.

หมายเหตุ – จากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ราย คือ นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตรและนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยกทีมผู้บริหารและสมาชิกพรรคเพื่อไทย เดินทางไปร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำการพรรคเพื่อไทยจ.อุบลราชธานี ช่วงค่ำวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา นับเป็นการพบกันครั้งแรกอย่างเป็นทางการหลังนายทักษิณได้รับการปล่อยตัว โดยมีการเผยแพร่ภาพนายอนุทินกราบแทบตักนายทักษิณก่อนเดินทางกลับ ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสายสัมพันธ์ของทั้ง 2 พรรค ซึ่งนักวิชาการได้วิเคราะห์เหตุการณ์ดังกล่าว ดังนี้


ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

การเมืองไทยหลายครั้งไม่ได้ส่งสัญญาณผ่านคำพูด หากแต่ส่งผ่านภาพ และภาพที่เกิดขึ้นในงานนายเกรียง กัลป์ตินันท์ ที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นภาพที่ไม่ควรมองผ่านไปง่ายๆ เพราะงานนี้ไม่ได้มีเพียงนักการเมืองพรรคเพื่อไทยมาร่วมไว้อาลัย แต่กลายเป็นการรวมตัวของคนจากสองพรรคใหญ่ ฝั่งเพื่อไทยมีทั้งทักษิณ ชินวัตร แพทองธาร ชินวัตร และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขณะที่ฝั่งภูมิใจไทยนำโดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมคณะรัฐมนตรีและนักการเมืองจำนวนมาก

Advertisement

แน่นอนว่าหากมองในมิติส่วนตัว คำอธิบายนี้ย่อมฟังขึ้น แต่ในทางการเมือง ความหมายของภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำอธิบายของคนในภาพเพียงอย่างเดียว เพราะการส่งสัญญาณทางการเมืองไม่ได้เกิดจากการสื่อสารผ่านการพูดเพียงโสตเดียว หากแต่ยังใช้การกระทำ ท่าทีที่ปรากฏตัวร่วมกัน และแม้แต่สถานที่ เพื่อส่งสารไปยังผู้เล่นทางการเมืองคนอื่นและสาธารณะ

เมื่อคนหนึ่งคือ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขณะที่อีกคนคือ ทักษิณ ภาพดังกล่าวจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกอ่านในมิติทางการเมือง และคำถามไม่ใช่เพียงว่า “อนุทินกราบทักษิณเพราะอะไร” แต่คือภาพนี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสองขั้วอำนาจ? ภาพนี้อาจไม่ไปไกลถึงขั้นว่าเป็นหลักฐานของดีล หรือข้อตกลงทางการเมือง เพราะหลักฐานยังหนักแน่นพอที่จะสรุปเช่นนั้น แต่ในอีกด้านก็ยากที่จะบอกว่าเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวที่ไม่มีความหมายทางการเมือง เพราะอย่างน้อยที่สุด ภาพนี้ก็ทำหน้าที่ของมันว่าเส้นแบ่งระหว่างคู่แข่งทางการเมืองกับความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ไม่ได้แปลว่าต้องตัดขาดจากกัน

ยิ่งหลังพิธีมีการรับประทานอาหารร่วมกันในห้องส่วนตัวของ 4 นายกรัฐมนตรี ทั้งอนุทิน ทักษิณ แพทองธาร และสมชาย ก่อนที่อนุทินจะพูดคุยกับทักษิณและเดินไปส่งขึ้นรถ แน่นอนว่าเราไม่รู้ว่าพูดอะไรกัน และเมื่อไม่รู้ การเติมแต่งสิ่งที่ไม่รู้ให้กลายเป็นข้อเท็จจริงก็ไม่ควร

หากมองย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ การเมืองเพิ่งเกิดกระแสที่ถูกเรียกว่าปฏิญญาโมนาโก จากกรณีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เดินทางไปโมนาโกในช่วงเวลาใกล้เคียงกับทักษิณ แม้ธรรมนัสออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัว ไม่มีการพบหรือเจรจาทางการเมืองกับทักษิณ และยืนยันว่า “ไม่มีปฏิญญาโมนาโก”

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าการพิสูจน์ว่าดีลมีจริงหรือไม่ คือ เหตุใดเพียงกระแสข่าวเรื่องการขยับความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณกับธรรมนัส จึงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสมการอำนาจได้มากขนาดนั้น ในทางวิชาการเรียกสิ่งนี้ว่า Power Balancing หรือการถ่วงดุลอำนาจ เพราะเมื่อการเมืองไม่ได้มีเพียงสองขั้ว แต่มีหลายกลุ่มอำนาจ ผู้เล่นแต่ละฝ่ายย่อมพยายามรักษาทางเลือกของตนเอง ไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การพึ่งพาใครเพียงฝ่ายเดียว

เมื่อมาถึงวันที่ 14 สิงหาคม ภาพที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็น อนุทินกับทักษิณนั่งเคียงข้างกันต่อหน้าสาธารณะ จึงเกิดคำถามที่น่าสนใจว่าหากปฏิญญาโมนาโกถูกอ่านว่าเป็นความพยายามเปิดช่องระหว่าง “แดง-เขียว” ภาพอุบลราชธานีจะเป็นการส่งสัญญาณจาก “แดง-น้ำเงิน” หรือไม่?

แต่สิ่งที่พูดได้ คือ ภาพอุบลราชธานีทำให้เห็นว่าช่องทางระหว่างน้ำเงินกับแดงยังเปิดอยู่ และนี่อาจเป็นสาระสำคัญของภาพมากกว่าการค้นหาว่า “ใครมีดีลกับใคร” เพราะในเกมอำนาจ การมีช่องทางสื่อสารกับหลายขั้ว ย่อมเพิ่มพื้นที่ต่อรองให้กับตัวเอง

ในวันนี้เพื่อไทยกับภูมิใจไทยไม่ได้อยู่คนละฝั่งของรัฐบาล หากแต่อยู่ในรัฐบาลเดียวกัน ดังนั้นประเด็นจึงไม่ใช่สองพรรคจะกลับมาจับมือกันหรือไม่ เพราะวันนี้ เขาจับมือกันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ พรรคร่วมรัฐบาลจะบริหารความขัดแย้งภายในอย่างไร

ดังนั้น ความเป็นรัฐบาลเดียวกันไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องจะคิดเหมือนกัน ยิ่งเมื่อฝ่ายค้านเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล และมีการจับตาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตรงนี้จะเป็นบททดสอบที่สำคัญเพราะหากรัฐมนตรีภูมิใจไทยถูกอภิปราย เพื่อไทยจะยืนอยู่ตรงไหน? และหากรัฐมนตรีเพื่อไทยถูกอภิปราย ภูมิใจไทยจะยืนอยู่ตรงไหน? นี่ต่างหากที่จะสะท้อนความสัมพันธ์ของสองพรรคได้ชัดกว่าภาพในงานศพเพราะในรัฐบาลผสม ความสัมพันธ์ไม่ได้วัดกันเฉพาะวันที่นักการเมืองนั่งเคียงข้างกัน แต่วัดกันในวันที่ต้องยกมือในสภาว่าจะปกป้องกัน โหวตให้กัน หรือปล่อยให้กันรับแรงกดดันเพียงลำพัง

ภาพนี้ยังมีความหมายอีกชั้น เพราะเกิดขึ้นที่อุบลราชธานี จังหวัดที่ครั้งหนึ่งการเมืองของเพื่อไทยและบ้านใหญ่กัลป์ตินันท์มีความแข็งแกร่งอย่างมาก แต่ผลเลือกตั้งปี 2569 สะท้อนว่าสมการเดิมเปลี่ยนไปแล้ว จาก 11 เขตเลือกตั้ง ภูมิใจไทยได้ 4 ที่นั่ง เพื่อไทย 3 ที่นั่ง และไทรวมพลังอีก 4 ที่นั่ง อุบลราชธานีจึงไม่ได้เป็นสนามของพรรคใดพรรคหนึ่งอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็นสนามแข่งขันของหลายเครือข่ายอำนาจ

ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีจากภูมิใจไทยเดินทางมายังพื้นที่สำคัญของเพื่อไทย และปรากฏภาพเคียงข้างทักษิณ จึงมีความหมายทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ แต่จะเป็นเพียงภาพแห่งความสัมพันธ์ หรือเป็นสัญญาณของการเมืองที่กำลังเปลี่ยนยังต้องรอดู

ท้ายที่สุด ไม่ควรถามเพียงว่าอนุทินกราบทักษิณทำไม? และไม่ควรถามเพียงว่าปฏิญญาโมนาโกมีจริงหรือไม่? แต่ควรถามให้ไกลกว่านั้นว่าในวันที่การเมืองไทยมีหลายขั้วอำนาจ ใครกำลังเปิดช่องหาใคร และใครกำลังเพิ่มพื้นที่ต่อรองให้กับตัวเอง? เพราะการเมืองมีทั้งสิ่งที่เห็นและสิ่งที่ยังมองไม่เห็น สิ่งที่เห็น คือ ภาพ สิ่งที่ยังไม่เห็น คือ ขอบเขตของความสัมพันธ์ และท้ายที่สุด คำตอบไม่ได้อยู่ที่ภาพงานศพ หรือข่าวลือจากโมนาโก แต่อยู่ที่ “พฤติกรรมหลังจากภาพนั้น” เพราะในทางการเมือง ภาพหนึ่งภาพอาจสร้างคำถามได้มากมาย แต่คำตอบที่แท้จริงมักปรากฏในวันที่นักการเมืองต้องตัดสินใจและยกมือในสภา

ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การพบกันของ 4 นายกรัฐมนตรีของไทย ทั้งนายกฯคนปัจจุบัน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และอดีตนายกฯอีก 3 ท่าน ได้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นปรากฏการณ์ที่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย โดยเฉพาะการมาพบกันของนายอนุทินกับนายทักษิณ แต่ทั้ง 2 คนก็เป็นคนคุ้นเคยกัน เคารพนับถือกัน โดยนายอนุทินก็เคยเป็นคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลทักษิณ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีความคุ้นเคยกัน ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เอาเข้าจริงก็คือ “กลุ่ม 16” เดิมในยุคพรรคไทยรักไทย เพราะฉะนั้นในการเมืองไทยก็เป็นเรื่องปกติที่มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “พรรคเดียวกันแต่คนละพวก พวกเดียวกันแต่คนละพรรค”

ฉะนั้น ก็เป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่าเสถียรภาพของรัฐบาลก็ยังไปด้วยอยู่ แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวเรื่องแดงบวกเขียว (เพื่อไทยจับมือกับกล้าธรรม)หรืออะไรต่างๆ ซึ่งผมก็ออกมาบอกตลอดว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะหากแดงบวกเขียว เสียงในสภาก็ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร คราวนี้ถ้าจะล้มรัฐบาล ฟอร์มรัฐบาลใหม่ เขาก็ต้องไปบวกกับส้ม (พรรคประชาชน) บวกกับฟ้า (พรรคประชาธิปัตย์) ด้วย คราวนี้พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์เนี่ย รวมกันแล้วได้ 252 เสียง เกินกึ่งหนึ่งมา 2 เสียง ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ถึงจะโหวตเป็นรัฐบาลได้ก็เป็นรัฐบาลที่เดินไม่ได้ เพราะเสียงปริ่มน้ำพอดี

เพราะฉะนั้นแดงบวกเขียวเป็นการปล่อยข่าวออกมา เพื่อที่จะสอดรับกับการปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นอีกในช่วงหลังปีงบประมาณใหม่เริ่มต้น ก็คือช่วงปลายปีนี้ เป็นช่วงครบ 6 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ ก็เลยเกิดกระแสเหล่านี้ เพื่อที่จะหวังต่อการเสียบเข้าเสียบออกในการร่วมรัฐบาลของพรรคการเมืองบางพรรค ยิ่งเราเห็นภาพเรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคลแบบนี้ยิ่งทำให้เชื่อได้ว่า แม้จะมีการยื่นอภิปรายของฝ่ายค้าน ในรูปแบบลงมติหรือไม่ลงมติก็ตาม แต่ยังไงเสียงรัฐบาลก็มีโอกาสที่จะผ่านได้ฉลุย เพราะ 2 พรรคก็คือ ภูมิใจไทยบวกเพื่อไทย ก็เกินว่ากึ่งหนึ่ง ของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

เมื่อถามว่า นายอนุทินกับนายทักษิณ มีความสัมพันธ์คุ้นเคยกันมานาน แต่ในฐานะผู้นำประเทศ การพบนายทักษิณของนายอนุทิน โดยเฉพาะภาพการก้มไหว้แทบจะถึงตักนายทักษิณ มีนัยใดหรือไม่ มองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกในสังคมไทย เพราะนายอนุทินก็เป็นบุคคลที่เคารพนับถือผู้ใหญ่อยู่แล้ว อย่าลืมว่านายทักษิณเองก็เป็นหนึ่งในคนที่นำพานายอนุทินเข้าสู่วงการการเมือง ก็เหมือนผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือกัน ไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่คนเข้าไปตีความกันไปใหญ่ว่า นายกฯทำไมดูนอบน้อมเป็นพิเศษ ผู้อาวุโสกว่ากับผู้ที่อาวุโสน้อยกว่าก็เป็นเรื่องปกติในสังคมไทยที่เราจะเคารพนับถือกัน

ส่วนจะมีการพูดคุยนอกรอบกันอีกหรือไม่นั้น เป็นไปได้อยู่แล้ว เพราะว่าการเมืองมีทั้งมิติที่เป็นทางการและมิติที่ไม่เป็นทางการ เพราะฉะนั้นการที่จะมีมิติที่ไม่เป็นทางการ การพูดคุยอะไรกันต่างๆ ก็เป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะครั้งหนึ่งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ยังออกมายอมรับเลยว่าเคยเดินทางไปคุยกับนายทักษิณที่ฮ่องกง สะท้อนให้เห็นว่า เรื่องของการเมืองแบบไม่เป็นทางการเกิดขึ้นกับทุกพรรค มีทุกพรรค ส่วนมิติทางการคือ มิติบนโต๊ะประชุมคณะรัฐมนตรีที่อยู่ในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อย่าลืมว่าทุกอย่างก็ต้องมีการพูดคุยกัน จนตกผลึกร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีความวุ่นวายแน่นอน ลองนึกภาพว่าในสภาผู้แทนราษฎร ถ้าไม่มีการพูดคุยทุกอย่าง กฎหมายอะไรเข้ามา ทุกอย่างฟรีโหวต ฟรีความคิดเห็นอะไรกันหมด ก็จะเกิดวุ่นวาย แต่ในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้หรอก ก็ต้องมีการพูดคุยกันในระดับหนึ่งมาก่อนแล้ว

ถามว่าการพบกันของนายกฯและอดีตนายกฯจาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ มีผลอย่างไรกับพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชนหรือไม่ มองว่าวันนี้ฝ่ายค้านต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ เพราะภาพที่ออกมาก็ทำให้เราเห็นได้ว่า ท้ายที่สุดแล้วในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ 2 พรรค คือ ภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ก็จะยังคงเหนียวแน่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา โอกาสที่จะหวังให้พลิกให้เปลี่ยนยังจะเป็นเรื่องยาก ก่อนหน้านี้อาจจะมีการวิเคราะห์ที่ผมเคยได้ยินมา ที่บอกว่าถ้าแดงถอนตัวแล้วเขียวไม่เข้าร่วม รัฐบาลน้ำเงินก็จะไปไม่ได้ ซึ่งฟังแล้วก็ค่อนข้างตลก เพราะว่าสุดท้ายถ้าแดงถอนตัวเขียวไม่เข้าร่วมแล้ว เขาจะจับมือกันเพื่ออะไร ถูกไหมเขาก็ต้องมีเป้าหมายว่าจะจับมือกันเพื่อที่จะเป็นรัฐบาลใหม่หรืออะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ใหม่ของฝ่ายค้านวันนี้ ก็ต้องเน้นการตรวจสอบที่ต่อเนื่องจากในสภา ถ้าเปิดสมัยประชุมมาแล้วมีการยื่นอภิปรายจะแบบไว้วางใจลงมติ หรือแบบไม่ลงมติ ก็ต้องปรับยุทธศาสตร์ตรงนี้ที่จะเชื่อมต่อไปสู่การตรวจสอบนอกสภาต่อให้ได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ เพราะว่าท้ายที่สุดตอนนี้ก็ต้องมองว่าคือขาลงของพรรคประชาชน เพราะเจอมรสุมการเมืองหลายๆ อย่าง ถ้ายังไม่สามารถขับเคลื่อนหรือเชื่อมต่อการตรวจสอบในสภามานอกสภาให้เข้มข้นได้เหมือนอย่างสมัยที่เป็นพรรคอนาคตใหม่หรือว่าพรรคก้าวไกล ก็เป็นสิ่งที่น่ากังวล

สำหรับการมาพบกันของนายอนุทินและนายทักษิณครั้งนี้ จะมีผลต่อสนามเลือกตั้ง จ.อุบลราชธานี ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะท้ายที่สุดแล้วในสนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นที่ จ.อุบลราชธานี หลังจากนี้ก็คงเป็นการแข่งขันกันของ 2 พรรคหลักๆ คือ พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ถึงแม้ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกัน แต่ในสนามเลือกตั้งทุกพรรคการเมืองก็ต้องมีเป้าหมายในการได้รับชัยชนะ เขาก็ต้องแข่งขันกันเป็นปกติ แต่ว่าจะถึงขั้นของการที่จะบอกว่าแข่งขันกันแล้วทำให้เกิดความแตกหัก ผมไม่คิดว่าจะไปถึงขั้นนั้น เพราะสุดท้ายพรรคการเมือง นักการเมืองเขารู้กันดีว่าการแข่งขันก็คือหน้าที่หนึ่งของพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าในสนามเลือกตั้งจะแข่งขันกันระหว่าง 2 พรรคนี้ แต่จะแปลกมากกว่าถ้าไม่มีการแข่งขัน เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นการหลีกทางหลบให้กันซึ่งจะไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับพี่น้องประชาชน การแข่งขันกันยิ่งมากเท่าไหร่ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการที่จะมีทางเลือกในการตัดสินใจที่มากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ดี สนามเลือกตั้ง จ.อุบลราชธานี สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าการแข่งกันระหว่างแดงกับน้ำเงิน คือ การเข้ามาใหม่ของพรรคที่เป็นทางเลือกใหม่ๆ เช่น พรรคไทรวมพลัง เพราะอย่าลืมว่าโมเดลของพรรคไทรวมพลัง เขาเริ่มต้นจากการเป็นพรรคนาโน เริ่มต้นขึ้นจากในระดับอำเภอ เป็นการเมืองจากระดับอำเภอขึ้นมา แล้วก็สามารถมีพื้นที่ ส.ส.ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ได้ 2 คนในระดับอำเภอ และยังได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย ครั้งนี้เขาขยายขึ้นมาได้ถึง 10 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร นี่คือสิ่งที่น่าจับตามากกว่าว่าสุดท้ายพรรคนาโนแบบไทรวมพลังจะเข้ามาเบียดที่อุบลได้เพิ่มมากขึ้นหรือไม่ สุดท้ายอาจจะไม่ใช่คำตอบว่าแดงหรือน้ำเงิน แต่อาจจะไปออกที่พรรคไทรวมพลังมากกว่าด้วยซ้ำไป ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างแดงกับน้ำเงิน

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ก็เป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่ง ท่ามกลางกระแสข่าวที่มีต่อรัฐบาล ทั้งเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรุมเร้า แต่ก็ได้ทำให้เรื่องของเสถียรภาพมีความชัดเจนมากขึ้นว่า อย่างไรก็ตามเสียงในสภาก็ยังคงแน่นอยู่สำหรับรัฐบาล เหลือแต่เพียงปัจจัยนอกสภาที่เป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาลต่อไป เช่น เรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะคือความเดือดร้อน ปากท้องของพี่น้องประชาชน เรื่องการแก้วิกฤตเศรษฐกิจให้กับประชาชน ทั้งระยะสั้นระยะกลาง ระยะยาว ให้เกิดขึ้นได้จริง นี่คือโจทย์ที่เป็นเรื่องของนอกสภาที่คะแนนเสียงในสภาอย่างเดียวนั้นก็ยังตอบตรงนี้ไม่ได้ ยังเป็นความท้าทายในการวัดฝีมือรัฐบาลหลังจากนี้ต่อไป