53 คณาจารย์นิติศาสตร์-ทนาย-นักกฎหมาย ออกจกหมายเปิดผนึก จี้ กกต.ส่งศาลฎีกาฟันฮั้ว ส.ว. เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง พร้อมแจงความโปร่งใสพยานหลักฐาน อยู่บนข้อเท็จจริงหรือไม่
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ นำโดย ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล ผศ.ดร.ณัฐมล คงเจริญ ผศ.ดร.กฤษณ์พชร โสมณวัตร ผศ.ดร.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล ดร.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายชำนาญ จันทร์เรือง ข้าราชการบำนาญด้านกฏหมาย ร่วมกันอ่านแถลงการณ์จดหมายเปิดผนึก นักกฎหมาย ทนายความ และละคณาจารย์นิติศาสตร์ เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ในคดีฮั้ว ส.ว.ที่อาจไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม และไม่ชอบด้วยกฏหมาย
เนื้อหาระบุว่า นับตั้งแต่การประกาศผลการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2567 ได้มีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความชอบด้วยกฎหมายของการได้มาซึ่ง ส.ว.ชุดปัจจุบัน อันเนื่องมาจากความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการตามที่มีการนำเสนอต่อสาธาธารณะมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ภาคประชาชนและผู้ที่เห็นว่าตนเองเสียหายจากการทุจริตในการสรรหา ส.ว.ได้ร้องเรียนและเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ทำการไต่สวนและดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้การสรรหา ส.ว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือที่รู้จักกันแพร่หลายว่า “การฮั้ว ส.ว.”

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตรวจสอบการทุจริตในการสรรหา ส.ว.ของ กกต.ได้สร้างความกังขาให้กับสังคมอย่างมาก ด้วยเหตุผลอย่างน้อยสองประการ ได้แก่
1.ความล่าช้าในการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาพิพากษา สังคมมีคำถามต่อการปฏิบัติงานของ กกต.ว่าเหตุใดจึงใช้เวลาไต่สวน รวบรวมพยานหลักฐานยาวนานกว่าสองปี แต่ก็ยังไม่ยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งที่มาตรฐานทางกฎหมายที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 กำหนดเพียงให้ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม” กกต.ก็มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นแล้ว
จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะจำนวนมาก หลักฐาน “การฮั้ว ส.ว.” น่าจะเกินข้อเรียกร้องทางกฎหมายที่เรียกร้องเพียง “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ไปมากแล้ว รวมทั้งเป็นไปได้ว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏแก่ กกต.จะมากกว่าที่ปรากฏต่อประชาชนทั่วไป จึงมีคำถามว่าทำไม กกต.ยังคงดึงเรื่องไว้เป็นเวลากว่า 2 ปีการดำเนินการที่ล่าช้าของ กกต.สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบการเมืองและอำนาจอธิปไตยของประเทศ
การทำงานที่ล่าช้าส่งผลให้ ส.ว.ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถใช้อำนาจอธิปโตยในการตรากฎหมาย และแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรที่สำคัญของรัฐจำนวนมาก (รวมถึง กกต.บางส่วน) หากท้ายที่สุดศาลฎีกาตัดสินออกมาว่า ส.ว.จำนวนมากเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั่นก็หมายความว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ประชาชนไทยถูกปกครองโดยกฎหมายและองค์กรอิสระที่มาจาก “ผู้กระทำผิดกฎหมาย” หรือที่ในทางกฎหมายอาญาเรียกว่า “อาชญากร” ความเสียหายเช่นนี้ กกต.จะรับผิดชอบอย่างไร สุภาษิตกฎหมายที่ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือ ความอยุติธรรม” ต้องปรับใช้กับ กกต.เช่นเดียวกับที่ปรับใช้กับองค์กรตุลาการ
2.ความไม่โปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบของ กกต. นอกจากความล่าช้าแล้ว ยังมีข้อสงสัยในกระบวนการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนของ กกต.ที่ขาดความโปร่งใสไม่ตรงไปตรงมา กล่าวคือ คดีทุจริต ส.ว.นั้น ในช่วงแรกมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมาชุดหนึ่ง ประกอบไปด้วยคณะกรรมการที่มาจาก กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26) โดยคณะกรรมการชุดนี้ได้ทำการตรวจสอบพยานหลักฐานและบุคคลอย่างละเอียดและได้ข้อสรุปว่าน่าจะมีการทุจริตในการสรรหา ส.ว. จึงมีความเห็นไปยัง กกต.ให้สั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจำนวน 229 คน ซึ่งเป็น ส.ว.ปัจจุบัน 138 คน และผู้เกี่ยวข้องที่ไม่ใช่ ส.ว.อีก 91 คน ต่อศาลฎีกาตั้งแต่ 17 กรกฎาคม 2568 หรือประมาณหนึ่งปีหลังการรับรองผลการสรรหา ส.ว.
อย่างไรก็ตาม แทนที่ กกต.จะพิจารณาพยานหลักฐานจำนวนมากที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 นำเสนอ และหากเห็นว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ก็มีหน้าที่ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาให้ทำหน้าที่พิจารณาและพิพากษาคดีไปตามกระบวนพิจารณาของศาล แต่ กกต.กลับตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง และทำการพิจารณาพยานหลักฐานซ้ำอีกครั้ง ต่อมาคณะกรรมการชุดนี้ได้มีมติที่แตกต่างอย่างมากกับคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 โดยมีมติว่าผู้ถูกร้องเรียนไม่มีมูลความผิดแต่อย่างใด
กระบวนการที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุดและให้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาไต่สวนเรื่องเดียวกันเช่นนี้ แสดงให้เห็นความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการไต่ส่วน อันทำให้สาธารณชนตั้งข้อสูงสัยว่าการตั้ง
กรรมการชุดที่สองขึ้นมาตรวจสอบซ้ำมีเหตุผลความจำเป็นอะไร และเป็นการดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่

จากข้อเท็จจริงและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น นักกฎหมาย ทนายความ และคณาจารย์นิติศาสตร์ ที่มีรายชื่อ แนบท้ายจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้จึงมีข้อเรียกร้องไปยัง กกต.ว่า
1.ขอให้ กกต.มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้พิจารณาและพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตการสรรหา ส.ว. ครั้งที่ผ่านมา ตามที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีความเห็นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้พิจารณาพิพากษาให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ตัดผู้ถูกกล่าวหาคนใดคนหนึ่งออกศาลจะได้พิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนไต่สวน
2.ขอให้ กกต.ชี้แจงต่อสาธารณะพร้อมแสดงพยานหลักฐานเกี่ยวกับการดำเนินการสืบสวน สอบสวน และมีมติเกี่ยวกับคดีการทุจริตการเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งที่ผ่านมา ว่าวางอยู่บนข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและกระบวนการดำเนินการอย่างไร เหตุใดจึงใช้เวลายาวนานกว่าสองปีกว่าก็ยังไม่ได้ข้อสรุปในการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา อันส่งผลให้ประเทศได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จากการที่ต้องยอมให้ ส.ว.ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าสู่ตำแหน่งโดยมิชอบใช้อำนาจอธิปไตยในนามของประชาชนชาวไทยออกกฎหมายและแต่งตั้งบุคคลากรในศาลและองค์กรอิสระอีกจำนวนมาก
พวกเราขอเตือนด้วยความห่วงใยต่ออนาศตของสังคมไทยว่า กกต.เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐที่มีหน้าที่ต้องกระทำการตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง มิใช่กระทำการเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ มาตรา มาตรา 3 ที่บัญญัติว่า “อำนาจอธิบไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” ประกอบกับมาตรา 6 ที่บัญญัติว่า “รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของ ประชาชนโดยรวม”พวกเราขอเรียกร้องให้ กกต. ต้องทำหน้าที่ให้ “สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย” อันเป็นคำขวัญซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหน่วยงาน
หาก กกต.ไม่ใช้อำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย ย่อมเป็นการบิดเบือนอำนาจอธิปโตยของประชาชนและเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามรัฐธธรรมนูญ และต้องมีความรับผิดทางกฎหมายและทางสังคมต่อไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ด้วยความห่วงใยต่อสังคมไทย
ทั้งนี้ มีนักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ นักวิชาการอิสระ รวมทั้งทนายความ และนักกฎหมาย ที่ร่วมลงรายชื่อทั้งหมด 53 คน ดังนี้
1.กฤษณ์พชร โสมณวัตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2.ขรรค์เพชร ชายทวีป คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
3.เขมชาติ ตนบุญ อาจารย์
4.คอรีเยาะ มานุแช ทนายความ
5.จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ
6.เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความ
7.ชำนาญ จันทร์เรือง ข้าราชการบำนาญด้านกฎหมาย
8.กรกนก วัฒนภูมิ นักกฎหมาย
9.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
10.ฐิตินันท์ เต็งอำนวย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
11.ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
12.ณัฏฐพร รอดเจริญ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
13.ณัฐดนัย นาจันทร์ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
14.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
15.ตามพงศ์ ชอบอิสระ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์
16.ทศพล ทรรศนพรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
17.นวพร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
18.นันทัชพร ศรีจันทร์ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ
19.นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
20.เนติพงษ์ พรหมโคตร นักกฎหมาย
21.วัลย์นภัสร์ เจนร่วมจิต ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR)
22.ธีรยุทธ ปักษา อาจารย์ คณะนิติศาสตร์
23.พุฒิพันธุ์ อภิไชยาวาทย์ นักกฎหมาย
24.สมชาย หอมลออ ทนายความ NSP Legal Office
25.สิริพัทธ์ รัตนตรีประสาน คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิทยาลัยเชียงใหม่
26.สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น
27.นิฐิณี ทองแท้ คณะนิติศาสตร์
28.ปสุตา ชื้นขจร ทนายความ
29.ปารณ บุญช่วย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
30.พลอยแก้ว โปราณานนท์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
31.พัชร์ นิยมศิลป คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
32.พิชามญชุ์ ทรัพย์ไพบูลย์ นักกฎหมาย
33.ภาสกร ญี่นาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
34.ภูภัชร พัฒนธารธาดา นักกฎหมาย
35.มุนินทร์ พงศาปาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
36.เมษปิติ พูลสวัสดิ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
37.เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR)
38.ยูฮานี เจ๊ะกา นักกฎหมาย
39.วัชลาวลี คำบุญเรือง ทนายความ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
40.ศรัณย์ จงรักษ์ นักวิชาการอิสระ
41.ศรีประภา เพชรมีศรี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
42.ศิริโสภา สันติทฤษฎีกร วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
43.ศุภกร ชมศิริ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์
44.ส. รัตนมณี พลกล้า ทนายความ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
45.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
46.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
47.สิริไพลิน สิงห์อินทร์ คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
48.สิริลักษณ์ บุตรศรีทัศน์ ทนายความ HRLA
49.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
50.สุรชัย ตรงงาม ทนายความ
51.สุรพี โพธิสาราช คณะนิติศาสตร์
52.เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ นักวิชาการอิสระ
53.อัมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมาย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

ศ.สมชายกล่าวว่า คดีฮั้ว ส.ว.เป็นปัญหาสืบเนื่องมายาวนานจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่ผ่านมามีการเปิดเผยข้อมูลและแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง วันนี้กลุ่มนักวิชาการจึงถือเป็นตัวแทนของนักฏหมาย ทนายความ และคณาจารย์ด้านนิติศาสตร์ รวบรวมรายชื่อและออกแถลงการณ์ความคิดเห็นต่อกรณีที่เกิดขึ้น โดยหวังว่าน่าจะเป็นแรงช่วยกดดันให้เรื่องนี้เดินหน้าไปอย่างสุจริตมากขึ้น ตรงไปตรงมาและถูกต้องตามกฏหมาย
“หวังว่าการออกจดหมายเป็นผนึกครั้งนี้จะเป็นเสียงเตือน กกต.ว่า กกต.ต้องทำหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย เบื้องต้นอยากเตือนว่า พ.ร.บ.คณะกรรมการเลือกตั้ง มาตรา 69 คือบทบัญญัติที่สามารถเอาผิด กกต.ได้ มาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่ กกต.ควรระลึกและใส่ไว้ในหัวสมองว่าการกระทำของตนเอง ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะลอยนวลและพ้นผิดไปได้อย่างง่ายๆ กรณีนี้ ผู้สมัคร ส.ว.หรือ ส.ว.สำรอง ถ้ามีการตัดสินคดีและวินิจฉัยออกมาแล้วมีปัญหาสามารถดำเนินการต่อไป จึงอยากเตือน กกต.ว่าแม้จะเป็นองค์กรอิสระก็จริง แต่ต้องมีความรับผิดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองด้วย” ศ.สมชายกล่าว
ส่วน ศ.ดร.กฤษณ์พชรกล่าวถึงกรณีที่นักการเมืองจะฟ้องปิดปากคนที่ออกมากล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก ส.ว.ว่า การที่นักการเมืองออกมานำเสนอประเด็นทางสังคมเหล่านี้เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ นักการเมืองควรมีจริยธรรมทางการเมือง และหนึ่งในจริจธรรมที่สังคมประชาธิปไตยยึดถือคือการมีเสรีภาพในการแสดงความเห็น โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นสาธารณะ ดังนั้น จึงขอประณามผู้ฟ้องคดีที่เป็นนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าท่านทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นนักการเมือง



