ทวี เปิดแผนกินรวบประเทศไทย เตือนกกต.ส่งศาลฎีกาคลี่ปมทุจริตเลือกส.ว.
วันที่ 16 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงาน เวทีผู้นำฝ่ายค้าน : แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่่ผ่านมา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดเผยถึงประเด็นวิกฤตเชิงโครงสร้างและกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่กำลังเผชิญกับข้อครหาอย่างรุนแรง โดยระบุว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนปฐมบทของแผนการ “กินรวบประเทศไทย” พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยังคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าไม่มีอำนาจทำตัวเป็นศาลตัดสินความถูกผิดเองหลังการรับรองผล และเรียกร้องให้ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาตามหลักนิติธรรมอย่างเร่งด่วน
4 เสาหลักสู่ทางออกประเทศ และการเกิดขึ้นของ “รัฐอิสระ”
พ.ต.อ. ทวี เริ่มต้นด้วยการเสนอกรอบแนวคิดในการพัฒนาประเทศผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. การทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ซึ่งต้องเริ่มต้นแก้ไขที่รัฐธรรมนูญ เนื่องจากหากประเทศไม่เป็นประชาธิปไตยจะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้
2. การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ยุติระบบรัฐรวมศูนย์ และหันมาใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
3. การคืนความยุติธรรมให้แก่สังคม โดยชี้ว่าความยุติธรรมคือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน ซึ่งเริ่มต้นจากสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้งอันมีค่าเท่ากับชีวิต
4. การปฏิรูปประเทศ
อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ. ทวี ชี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีโครงสร้างที่สร้างปัญหาอย่างมาก โดยระบุว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีหมวดมากที่สุดถึง 16 หมวด และมีการกำหนดหมวดใหม่ที่สร้างระบบ “รัฐอิสระ” ขึ้นมา ระบบนี้ดึงเอาศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ ออกมาแยกส่วนจากอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการแบบเดิม
นอกจากนี้ พ.ต.อ. ทวี ยังได้กล่าวถึงบทบัญญัติว่าด้วยการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ โดยอ้างอิงคำกล่าวของ ดร.บัณฑิต อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในห้องประชุมร่างรัฐธรรมนูญที่ว่า “ยุทธศาสตร์ชาติ คือ ทรราชกับอนาคต” เนื่องจากกลไกดังกล่าวเปรียบเสมือนการยึดอำนาจผ่านงบประมาณแผ่นดินที่บีบให้ทุกอย่างต้องขึ้นตรงกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยเน้นความมั่นคงของรัฐแต่ไม่เห็นความมั่นคงของมนุษย์ และไม่มีคำใดที่กล่าวถึงการให้ทุนแก่ประชาชนในระดับชุมชนท้องถิ่นเลย
เปิดกลไก “สว.” จุดเริ่มต้นแผนการกินรวบแผ่นดิน
พ.ต.อ. ทวี ได้กล่าวถึงเอกสารหรือหนังสือดราฟต์ฉบับหนึ่งที่มีผู้มอบให้ชื่อว่า “โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศไทย” โดยระบุว่าเดิมทีการสืบทอดอำนาจในอดีตใช้กลไก สว. จากการแต่งตั้ง แต่การเลือกตั้ง สว. เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ถือเป็นการสืบทอดอำนาจรูปแบบใหม่ สว. ชุดนี้มีอำนาจที่สูงมากในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่วิถีอำนาจในองค์กรอิสระและองค์กรตุลาการที่สำคัญของประเทศรวมกว่า 40 ตำแหน่ง ได้แก่ :
– ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน
– คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน
– ผู้ตรวจการแผ่นดิน 9 คน
– คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 9 คน
– คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
หากกลุ่มผู้มีอำนาจสามารถ “ครอบครอง” หรือคุมเสียงในวุฒิสภาได้ ก็จะสามารถส่งคนของตนเข้าไปนั่งในองค์กรเหล่านี้เพื่อชี้ชะตารัฐบาลหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้โดยง่าย เช่น การชี้มูลความผิดกรณี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล (พรรคประชาชนในปัจจุบัน) ซึ่งหากศาลชี้มูลก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
นอกจากนี้ สว. ยังกุมอำนาจในการเห็นชอบตำแหน่งสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ประธานศาลฎีกา (ประธานตุลาการสูงสุด), ประธานและตุลาการศาลปกครองสูงสุด, อัยการสูงสุด, เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.), เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) การครอบงำ สว. จึงเท่ากับเป็นการยึดครองกลไกขับเคลื่อนหลักของรัฐบาลและระบบตรวจสอบทั้งหมดของประเทศ
ชี้ข้อกฎหมายเตือน กกต. อย่าสวมบทศาล รัฐธรรมนูญ ม.226 บังคับต้องส่งศาลฎีกา
พ.ต.อ. ทวี เน้นย้ำว่าตามกฎหมายแล้ว กกต. ไม่ใช่ศาล และไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ โดยอธิบายกรอบกฎหมายในกระบวนการเลือกตั้งดังนี้ :
– ช่วงก่อนการประกาศรับรองผล: กกต. มีอำนาจแจก “ใบแดง” ได้หากมีเพียง “เหตุอันควรสงสัย”
– ช่วงหลังการประกาศรับรองผล สว. และ สส. แล้ว: กกต. จะหมดอำนาจวินิจฉัยตัดสินเรื่องความไม่สุจริตด้วยตนเองทันที
.
ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 วรรคหนึ่ง บังคับไว้อย่างชัดเจนว่า หลังจากการรับรองผลแล้ว หาก กกต. พบว่ามี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้สมัครหรือบุคคลอื่นทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต ทุจริต หรือไม่เที่ยงธรรม กกต. “ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกา” วินิจฉัย โดยตัวบทกฎหมายใช้คำสั่งเด็ดขาดว่า “ให้ส่ง” ไม่ใช่ “อาจจะส่ง” การที่ กกต. พยายามใช้ดุลพินิจดึงเรื่องไว้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงจนปราศจากข้อสงสัยเหมือนกระบวนการพิจารณาคดีของศาล ถือเป็นการละเมิดหลักนิติธรรม
พ.ต.อ. ทวี ชี้ว่า หน้าที่ในการวินิจฉัยและสืบพยานเพิ่มเติมเป็นของศาลฎีกา ซึ่งศาลมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมอยู่แล้ว กกต. จึงต้องรีบส่งสำนวนไต่สวนของคณะอนุกรรมการฯ ไปให้ศาลฎีกาตัดสินตามกติกา
เผยหลักฐานคณิตศาสตร์และพฤติกรรมบล็อกโหวตที่ปฏิเสธไม่ได้
พ.ต.อ. ทวี ยังได้เปิดเผยถึงความผิดปกติในการเลือก สว. ครั้งนี้ผ่านหลักฐานทางคณิตศาสตร์และตัวเลขคะแนน ได้แก่
1. ความผิดปกติของช่วงคะแนนในกลุ่มที่ 1: พบว่าอันดับที่ 1 ได้คะแนนสูงถึง 74 คะแนน ขณะที่อันดับที่ 10 ได้เพียง 16 คะแนน (ห่างกันถึง 58 คะแนน) แต่เมื่อพิจารณาในกลุ่มอันดับต้นๆ อันดับที่ 6 ได้ 59 คะแนน แต่อันดับที่ 7 กลับลดฮวบลงมาเหลือเพียง 28 คะแนน (ห่างกันกว่า 40 คะแนน) แสดงให้เห็นพฤติกรรมจงใจจัดสรรคะแนนอย่างชัดเจน
2. ความซ้ำซ้อนอย่างมหัศจรรย์ของหมายเลขบัตรลงคะแนน: ในการลงคะแนนรอบเช้าพบบัตรลงคะแนนที่มีการเขียนชุดตัวเลขเดียวกันเรียงกัน 10 หมายเลขตรงกันโดยไม่มีการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งใดๆ (เช่น บัตรทุกใบเรียงหมายเลข 74, 101, 7 เหมือนกันหมด) ซึ่ง พ.ต.อ. ทวี อธิบายว่าตามหลักวิชาการของนักคณิตศาสตร์ โอกาสที่จะเกิดความบังเอิญเช่นนี้ในทางสถิติแทบไม่มีอยู่จริง แม้จะไปค้นหาในอีก 5 จักรวาลก็ไม่มีทางเจอ
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า บรรทัดฐานเรื่อง “หลักฐานอันควรเชื่อ” และ “วิธีคิดทางคณิตศาสตร์” นี้ ศาลรัฐธรรมนูญเคยรับรองไว้แล้วในคดีตรวจสอบคุณสมบัติของตนเอง ซึ่งศาลรับฟังพยานหลักฐานที่มีมูลอันควรเชื่อได้ เช่น คดีฟอกเงินที่มีข้อกล่าวหาเป็นเงิน 300 ล้านบาท แม้จะตรวจพบพยานหลักฐานทางการเงินจริงเพียง 52 ล้านบาท ศาลรัฐธรรมนูญก็ใช้วิธีคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ย้อนหลังเพื่อเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง
ดังนั้น กกต. จึงไม่จำเป็นต้องรอพยานหลักฐานที่ปราศจากข้อสงสัย แค่เปิดตรวจหีบบัตรและวิเคราะห์คะแนนทางคณิตศาสตร์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งใช้เวลาน้อยมากกับจำนวนบัตรลงคะแนนเพียง 3,000 กว่าใบ ก็เพียงพอที่จะคัดกรองบุคคลที่ได้คะแนนมาโดยไม่สุจริตออกไปได้ถึง 140-149 คนแล้ว
แนะช่องทางสู้ต่อหาก กกต. ละเลยหน้าที่
พ.ต.อ. ทวี เสนอแนวทางพิทักษ์ความยุติธรรมหากท้ายที่สุด กกต. ไม่ดำเนินการส่งเรื่องให้ศาลฎีกา โดยระบุว่าพยานหลักฐานและเส้นทางการเงิน รวมถึงพยานบุคคลและโพยคะแนนต่างถูกตรวจพบหมดแล้ว หากต้องการให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม มี 2 ช่องทางหลักที่ผู้สมัคร สว. สุจริตสามารถขับเคลื่อนได้
1. ฟ้องร้องตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง: ให้ผู้สมัครสุจริตฟ้องร้องดำเนินคดีกับพรรคการเมืองที่เข้ามาแทรกแซงหรือจัดตั้ง โดยมีสิทธิ์ฟ้องในฐานะผู้เสียหายโดยตรง
2. การยื่นคัดค้านคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ: หาก กกต. มีคำสั่งยกคำร้อง ผู้สมัครสุจริตจะต้องกล้ายื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือศาลปกครองภายใน 3 วันเพื่อคัดค้านคำวินิจฉัย และนำสำนวนคดีขึ้นสู่การไต่สวนของศาลฎีกาให้ได้
พ.ต.อ. ทวี กล่าวปิดท้ายว่า ประเด็นเรื่อง สว. นี้เป็นปฐมบทสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในภาพใหญ่ของประเทศ เพราะหากระบบ สว. ถูกกินรวบได้สำเร็จ ผลกระทบจะตกแก่ประชาชนโดยตรง ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่รวมถึงมิติปากท้อง เช่น การปล่อยปละละเลยให้กลุ่มทุนพลังงานแสวงหากำไรมหาศาลเป็นล้านๆ บาทภายใต้กรอบของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จนทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟแพงในรอบหลายปีที่ผ่านมา

