บิ๊กดุลย์ ชี้ไทยไม่จำเป็นผลิตอาวุธทุกอย่างเอง แต่ต้องผลิตสิ่งจำเป็นต่อความอยู่รอด ย้ำทุกการจัดซื้อประเทศต้องได้ประโยชน์ ยกบทเรียนสู้รบไทย-กัมพูชา มีเงินก็ซื้ออาวุธไม่ได้ หรือซื้อได้ราคาถูกบวกเพิ่ม 30% แนะไทยเตรียมพร้อมก่อนเกิดวิกฤต รักษาสมดุลมิตรประเทศบนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 สิงหาคม ที่โรงแรมดิ แอทธินี ถนนวิทยุ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานกล่าวเปิดงานสัมมนาวิชาการนานาชาติปี 2569 (Thailand Security Dialogue 2026) ในหัวข้อ “การป้องกันประเทศและความมั่นคงในยุคแห่งความไม่แน่นอน” โดยมีอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดเข้าร่วม อาทิ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี รวมถึง พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้ช่วยทูตทหารจากหลายประเทศ
พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า เวทีดังกล่าวเป็นการส่งเสริมการพูดคุย หารือ ความร่วมมือ และความเข้าใจร่วมกัน ท่ามกลางยุคแห่งความไม่แน่นอนของโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยตำแหน่งสุดท้ายของตนก่อนเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คือแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเคยใช้กำลังรบเข้าปฏิบัติการ แต่วันนี้มีโอกาสเข้ามาเป็นผู้กำหนดนโยบาย จึงต้องการสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของโลก และการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศ
พล.ท.อดุลย์ กล่าวอีกว่า ในยุคใหม่ไม่มีใครถามว่าใครมีกองทัพที่ใหญ่กว่ากัน แต่น่าจะถามว่าใครปรับตัวได้เร็วกว่ากัน ใครมีระบบที่แข็งแรง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในประเทศได้มากกว่ากัน ดังนั้น การป้องกันประเทศในวันนี้จึงไม่ใช่ภารกิจของกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นวาระของคนทั้งชาติที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ

พล.ท.อดุลย์ กล่าวถึงประเด็นภัยคุกคามเปลี่ยนเป็นสงครามหลายมิติว่า ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มองภัยคุกคามในมิติทางทหาร วันนี้ต้องมองให้กว้างขึ้นเป็นภัยคุกคามแบบผสมผสาน ทั้งสงครามไซเบอร์ สงครามข้อมูลข่าวสาร ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดรน อาวุธไร้คนขับ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงทางพลังงาน โรคระบาด ภัยพิบัติ ตลอดจนการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการทางการค้าและการขึ้นภาษีที่ส่งผลกระทบต่อประเทศ
“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ภัยที่เราเห็น แต่คือภัยที่เรายังมองไม่เห็น แล้วเราจะรับมือหรือป้องกันอย่างไร”
สำหรับการเตรียมความพร้อมของกองทัพ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า กองทัพในอนาคตต้องเปลี่ยนจากการเตรียมพร้อมเพื่อทำสงครามในรูปแบบเดิม ไปสู่การเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามหลายมิติ โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการมีอาวุธที่ทันสมัย แต่ต้องมีบุคลากร ข้อมูล เทคโนโลยี และระบบตัดสินใจที่ทันสมัยด้วย
“ปี 2554 ตนทำการสู้รบ พอมาเป็นรัฐมนตรีก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของการสู้รบ และมองว่าหลังจากนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปอีก หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจได้รวดเร็วแค่ไหน จะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างไร รวมถึงระบบสื่อสารสำรอง หากโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนถูกโจมตี”

พล.ท.อดุลย์ กล่าวอีกว่า ความพร้อมที่แท้จริงไม่ใช่การมีทุกอย่าง แต่คือความสามารถในการทำงานร่วมกันเมื่อเกิดวิกฤต กองทัพจึงต้องเป็นทั้งกำลังรบ และกำลังแห่งความพร้อมของทั้งประเทศ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง “คน-ข้อมูล-เทคโนโลยี-ความร่วมมือ-ความเชื่อมั่น” ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะ ซึ่งในอดีตอาจคิดว่าชัยชนะเกิดจากการมีอาวุธที่เหนือกว่า แต่ปัจจุบันปัจจัยชี้ขายสามารถสรุปได้ 5 คำ ได้แก่ คน ข้อมูล เทคโนโลยี ความร่วมมือ และความเชื่อมั่น เพราะอาวุธที่ดีที่สุด หากไม่มีคนที่ใช้เป็นก็ไม่มีประโยชน์ ขณะที่เทคโนโลยีที่ดีที่สุด หากไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง ก็อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด
“กองทัพที่เข้มแข็งที่สุด หากประชาชนขาดความเชื่อมั่น ประเทศก็ไม่สามารถแข็งแรงได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ชัยชนะไม่ได้เกิดจากกำลังรบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการตัดสินใจที่ถูกต้องในเวลาที่สำคัญที่สุด”
พล.ท.อดุลย์ ยังได้แนะสร้างระบบความมั่นคงก่อนเกิดวิกฤตความมั่นคงที่ยั่งยืน ว่า ต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ โดยต้องสร้างระบบที่มีทั้งการป้องกัน การเตรียมพร้อม การตอบโต้ และการฟื้นฟู ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วจึงค่อยแก้ไข พร้อมเสนอแนวทางสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1.มีระบบประเมินภัยคุกคามแห่งชาติที่มองไปข้างหน้า
2.เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ พลังงาน สาธารณสุข และภาคเอกชน
3.มีแผนสำรองสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
4.ฝึกซ้อมสถานการณ์วิกฤตร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ
5.สร้างความรู้และความตระหนักด้านความมั่นคงให้กับประชาชน
“ในวันที่เกิดวิกฤตจริง ประเทศไม่ได้มีเวลามานั่งสร้างระบบใหม่ แต่ระบบต้องถูกสร้างและซ้อมไว้ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีวิกฤต”

พล.ท.อดุลย์ ชี้มีเงินก็อาจซื้ออาวุธไม่ได้ ว่าไทยต้องผลิตสิ่งจำเป็นเองอุตสาหกรรมป้องกันประเทศว่า เป็นประเด็นสำคัญ โดยเห็นได้จากสถานการณ์การสู้รบที่ผ่านมา ซึ่งมีเงินก็ไม่สามารถซื้ออาวุธได้ หรือแม้จะซื้อได้ก็ถูกบวกเพิ่มอีก 30% ดังนั้น ประเทศที่ต้องพึ่งพาทุกอย่างจากต่างประเทศย่อมมีความเปราะบางเมื่อเกิดวิกฤต
“เราไม่จำเป็นต้องผลิตทุกอย่างเอง แต่เราควรมีความสามารถในการผลิตสิ่งที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของประเทศ” พลโท อดุลย์ กล่าว พร้อมระบุว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีโดรน AI อุปกรณ์ป้องกันภัย และเทคโนโลยีจัดการภัยพิบัติ เพื่อสร้างขีดความสามารถของประเทศ
พล.ท.อดุลย์ กล่าวย้ำว่า ทุกการจัดซื้อควรตั้งคำถามว่า “ประเทศไทยได้อะไรกลับมา” เพื่อให้การจัดซื้อสามารถนำไปสู่การสร้างขีดความสามารถและประโยชน์ให้กับประเทศในระยะยาว
สำหรับการรักษาสมดุลและสัมพันธภาพกับมิตรประเทศ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ไทยไม่ควรเลือกว่าจะอยู่กับใคร แต่ควรรักษาผลประโยชน์ของประเทศเป็นศูนย์กลาง และสร้างความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน การเคารพซึ่งกันและกัน และความเป็นอิสระในการตัดสินใจ
ยกตัวอย่างกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ไทยไม่สามารถตัดสินใจได้เพียงฝ่ายเดียว เพราะอาจมีมิตรประเทศหลายประเทศ มีความร่วมมือหลายด้าน และมีผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน แต่ไทยต้องไม่ทำให้ความสัมพันธ์กับประเทศหนึ่งกลายเป็นข้อจำกัดต่อความสัมพันธ์กับอีกประเทศหนึ่ง
“นี่คือความสมดุลทางยุทธศาสตร์ ประเทศไทยต้องมีความสามารถในการพูดคุยกับทุกฝ่าย และร่วมมือกับทุกฝ่าย แต่ก็สามารถตัดสินใจบนผลประโยชน์ของประเทศไทยด้วยตัวเราเอง”
“ความมั่นคงไม่ใช่เรื่องของกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนคำถามจาก “กองทัพพร้อมหรือยัง” เป็น “ประเทศไทยพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอนแล้วหรือยัง” เพราะหากเกิดวิกฤตจริง กองทัพต้องพร้อม รัฐบาลต้องพร้อม ภาคเอกชนต้องพร้อม เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานต้องพร้อม และที่สำคัญที่สุด ประชาชนต้องเชื่อมั่นว่าประเทศจะสามารถผ่านวิกฤตไปได้ ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เรื่องของการสร้างกำลังรบ แต่คือการสร้างความสามารถของประเทศในการอยู่รอด ปรับตัว และยืนหยัดได้ด้วยตัวเราเอง” พล.ท.อดุลย์ กล่าว
พล.ท.อดุลย์ กล่าวอีกว่า ประเทศที่มั่นคงไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีสงคราม แต่คือประเทศที่เมื่อพบกับภัยคุกคามที่มาถึงแล้ว ยังสามารถยืนหยัด ตัดสินใจ และเดินหน้าต่อไปได้ นี่คือโจทย์ของการป้องกันประเทศในยุคที่ไม่แน่นอน ในโลกไร้ระเบียบ และเราต้องร่วมกันสร้างความมั่นคง รวมกันเป็นหนึ่งจึงจะชนะ


