สภาพัฒน์ ชี้เกาะติดเศรษฐกิจก่อนเคาะไทยช่วยฯ เฟส 2 ยันไม่ห่วงอินโดฯ ดึงโตโยต้าย้ายฐานผลิต คาด GDP ไตรมาส 3 ดีขึ้น หวังสงครามคลี่คลาย
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยถึงการประเมินทิศทาง GDP ไตรมาสที่ 3 ปี 2569 โดยคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ที่เติบโต 1.9% ซึ่งชะลอตัวลงจากไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ที่ขยายตัว 2.8% เนื่องจากสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ชะลอลง เป็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ มองว่าแนวโน้มสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่า GDP เศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปี 2569 จะเติบโตอยู่ที่ 2.2%
นายดนุชา กล่าวถึงมุมมองต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนว่า ควรจะดำเนินมาตรการต่อในเฟส 2 หรือไม่นั้น มองว่ายังต้องติดตามตัวเลขทางเศรษฐกิจรายเดือนอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ควรต้องใช้อย่างระมัดระวังและตรงตามเป้าหมายมากที่สุด ประกอบกับขณะนี้ยังมีความเสี่ยงด้านราคาพลังงานที่ผันผวนสูง ทำให้มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพราะจะมีผลในระยะยาว ส่วนการทำมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพยังคงต้องพิจารณาปัจจัยอื่นเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจ
สำหรับประเด็นภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ประเทศอินโดนีเซียพยายามดึงดูดการลงทุนจากบริษัท โตโยต้า ให้ย้ายฐานการผลิตหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซียนั้น มองว่าประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ร่วมกับโตโยต้าที่ฝังรากลึกและขยายตัวอย่างมากตลอด 30 ปีที่ผ่านมา จึงเชื่อมั่นว่าบริษัทญี่ปุ่นยังคงมองประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง


ส่วนข้อกังวลว่าการปรับลดภาษีรถยนต์ให้ผู้ที่ลงทุนภายในประเทศจะกระทบต่อรายได้ภาครัฐหรือไม่ นายดนุชา ชี้แจงว่า รายได้จากอากรนำเข้าสินค้าต่างๆ ในปัจจุบันมีสัดส่วนไม่มากแล้ว เนื่องจากไทยมีข้อตกลงทางการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ ดังนั้นเป้าหมายหลักของมาตรการนี้ จึงมุ่งเป้าไปที่การสร้างงาน การส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีในภาพรวมมากกว่าการมองเพียงแค่รายได้ภาษีของภาครัฐ


