‘ชาดา’ บี้ ‘กทม.-พัทยา’ ยกระดับความปลอดภัยสถานบันเทิง จี้ทำประกันภัยผู้ใช้บริการ–เปิดข้อมูลทางหนีไฟ พร้อมสะกิดคุณภาพโรงเรียน กทม. อย่าให้แผ่ว
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายชาดา ไทยเศรษฐ์ กรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ กล่าวในที่ประชุมถึงประเด็นความปลอดภัยของสถานบันเทิงว่า แม้เหตุผิดพลาดหรืออุบัติเหตุจะสามารถเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญคือหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะ กทม รวมไปถึงเมืองพัทยา ซึ่ง เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวสถานบริการมากมาย ต้องคิดและวิเคราะห์ว่าจะป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างไร ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดเหตุแล้วจบไป

นายชาดา กล่าวว่า สำหรับสถานบันเทิงควรมีการประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรมการปกครอง เพื่อพิจารณากำหนดมาตรการความปลอดภัยและการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสถานบริการ สิ่งสำคัญคือควรมีการทำประกันภัยสำหรับผู้ใช้บริการ ในกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือเหตุร้ายภายในสถานประกอบการ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการทำประกันภัยตัวอาคาร ทั้งนี้ การกำหนดวงเงินหรือหลักเกณฑ์ประกันภัยควรอยู่ในระดับที่เป็นธรรมและเหมาะสม เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระต้นทุนจนค่าเบี้ยประกันสูงเกินไป
นายชาดา กล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐต้องรณรงค์สร้างความรู้ให้แก่ประชาชนที่เข้าไปใช้บริการสถานบันเทิง โดยสิ่งแรกที่ควรสังเกตคือ ทางหนีไฟ จากนั้นต้องทราบตำแหน่งของ ถังดับเพลิงและอุปกรณ์ดับเพลิง รวมถึงระบบช่วยชีวิตและระบบความปลอดภัยต่าง ๆ หากสถานประกอบการมีระบบประกันภัยหรือมาตรการดูแลผู้ใช้บริการ ก็ควรมีการแสดงข้อมูลไว้ในจุดที่ประชาชนสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้มาใช้บริการรับรู้ถึงมาตรการความปลอดภัยของสถานที่นั้น

“ท่านต้องรณรงค์ให้คนที่มาเที่ยวสถานบันเทิงรู้เรื่องพวกนี้ เราจะไปบอกว่าเขาเที่ยวกลางคืนก็เป็นเรื่องของเขาไม่ได้ เพราะรัฐก็มีหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยของประชาชน”นายชาดากล่าว
นายชาดากล่าว พร้อมฝากประเด็นดังกล่าวไปยังทั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา โดยระบุว่าเข้าใจดีว่าการบริหารงานในระดับท้องถิ่นมีรายละเอียดจำนวนมาก เนื่องจากตนเองเคยมีประสบการณ์ทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาก่อน ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีและมีหน้าที่ดูแลงานด้านการศึกษา เคยเดินทางมาศึกษาดูงานโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครหลายครั้ง และเห็นว่าโรงเรียนของ กทม. ในอดีตมีศักยภาพสูง หลายโรงเรียนมีผลงานโดดเด่นและสร้างชื่อเสียงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันรู้สึกว่าความโดดเด่นดังกล่าวลดลงไปบ้าง จึงอยากฝากให้กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนในสังกัด เพื่อให้กลับมามีความเข้มแข็งและสร้างชื่อเสียงเช่นที่ผ่านมา



