ครม.เงา ชู 3 ข้อเสนอทำได้ทันที แก้ปัญหาทุนเทา-โรงงานเถื่อน-ลักลอบทิ้งขยะพิษปราจีนบุรี จี้ ‘นายกฯ’ แสดงกล้าหาญเซ็นหนังสือเปิดทางราชการใช้อำนาจหน้าที่ได้ เหน็บ สรุปแล้วปัญหาจะไม่ถูกเยียวยาเหมือนสีน้ำเงินที่ยังเข้มขึ้นใช่หรือไม่
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาถึงภาพรวมการลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่า สิ่งที่เราเจอสถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้น แต่เลวร้ายลง นอกจากจะมีการลอบทิ้ง กากอุตสาหกรรมขยะสารพิษต่างๆ แล้ว วันนี้ยังมีการตั้งค่าหัวแกนนำประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐทำงานอย่างจริงจัง โดยจากการลงพื้นที่ ต.ท่าตูม จ.ปราจีนบุรี พบว่ามีการร้องเรียนเรื่องการทิ้งน้ำเสีย รวมถึงอากาศที่มีกลิ่นเหม็นค่อนข้างรุนแรงและชัดเจน ซึ่งชาวบ้านที่ร้องเรียนได้เปิดเผยว่ามีหน่วยงานภาครัฐมาดูแล้วหลายครั้ง แต่ก็หายไป ทำให้ปัญหายังคงอยู่เหมือนเดิม
ซึ่งบริเวณนี้มีทั้งหมด 5 โรงงานแต่ 4 โรงงานเป็นของต่างชาติ จึงขอตั้งข้อสังเกตว่าทุนต่างชาติหรือทุนขนาดใหญ่ที่เข้ามาสามารถ ใช้เงิน ใช้อำนาจนอกระบบในการปิดตาหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้กับประชาชน นอกจากนี้ ยังเดินทางไปดูพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค สิ่งที่แตกต่างคือเมื่อเป็นโรงงานที่ตั้งอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม ไม่มีหน่วยงานใดสนใจไม่มีการแก้ไข แต่โรงงานไหนที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม มีระเบียบกฎหมายและเจ้าหน้าที่คอยดูแลและสามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน และสามารถดูแลพื้นที่รอบๆ นิคมอุตสาหกรรมให้ไม่ได้รับผลกระทบ จึงกังวลว่าถ้าหากภาครัฐไม่สามารถทำงานภายนอกนิคมอุตสาหกรรมได้
“ปราจีนบุรีทั้งจังหวัดใครแหลมขึ้นมาใครร้องเรียนใครมีปัญหา อาจถูกขู่ฆ่าหรือถูกอุ้มไปทิ้งได้ ซึ่งเราได้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาก็ชี้แจงว่าพยายามที่จะกั้นรถ พยายามที่จะตรวจสอบดูแล แต่สิ่งเหล่านี้จะมาตอนกลางคืน มาในพื้นที่ของปราจีนบุรีที่กว้างใหญ่ และมีพื้นที่ที่ชาวบ้านขุดหน้าดินไปขายจนเกิดหลุมลึก ทำให้พื้นที่นั้นกลายเป็นที่ทิ้งขยะที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ทำให้ขยะสารพิษซึมลงสู่ใต้ดินในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรีที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ที่เป็นแหล่งปลูกผลไม้หลักของประเทศ ซึ่งหากซึมลงสู่ใต้ดินแล้ว มันไม่ใช่แค่น้ำอุปโภค บริโภคใน จ.ปราจีนบุรีเท่านั้น แต่ผลผลิตของชาวปราจีนบุรีจะส่งต่อไปทั่วประเทศ ย้ำว่าหากภาครัฐยังนิ่งนอนใจ ไม่สามารถจัดการกับทุนต่างชาติ ผู้มีอิทธิพล และไม่สามารถฟื้นฟู ปัญหาขยะกากอุตสาหกรรม ขยะสารพิษใน จ.ปราจีนบุรีได้ มันจะลามไปทั่วทั้งประเทศ” นายกรุณพล กล่าว
ด้าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาการลักลอบทิ้งกากสารพิษ กากอุตสาหกรรม ในพื้นที่สาธารณะไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก มีการจับกุมแต่กลับมีการปล่อยตัว ขณะที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองปราจีนบุรีพูดชัดเจนว่าอยากเข้าไปตรวจแรงงานเถื่อนในโรงงานเถื่อน แต่เข้าไม่ได้ เพราะทุกครั้งที่จะเริ่มต้นใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ ก็จะมีทนายจากทุนสีเทาฟ้องร้องกลับ กลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่เดือดร้อน จะใช้อำนาจในทางที่ชอบก็ทำไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่เจ้าหน้าที่เรียกร้องมายังฝ่ายค้านคือเอกสารฉบับหนึ่งที่ให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปตรวจสอบในโรงงานได้เพื่อเป็นหลังพิงในการทำงาน ดังนั้น ตนจึงมองว่าวิธีการแก้ปัญหาในจ.ปราจีนบุรีเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นถึงทิศทางในการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่จะเอา EEC เข้ามา และยังมีข้อกังวลถึงหลายปัญหาที่จะเพิ่มมากขึ้น ข้อเสนอแรกคือ เราต้องเริ่มจากความกล้าหาญทางการเมือง
โดยหลังจากการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีได้ลงไปขอบคุณพ่อแม่พี่น้องชาวปราจีนบุรีเป็นครั้งแรกที่เลือกพรรคภูมิใจไทยยกจังหวัดทั้ง 3 เขต และประกาศเอาจริงเอาจังกับในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน แก้ปัญหาทุนเทา ฉะนั้น ขอให้ท่านใช้ความกล้าหาญทางการเมืองแล้วแสดงออกให้พี่น้องชาวปราจีนบุรีเห็นได้หรือไม่ แค่เป็นลายเซ็นเริ่มต้น เป็นต้นเรื่อง เพราะระบบราชการต้องเดินด้วยงานเอกสารเดินด้วยหนังสือ ทำให้ส่วนราชการในพื้นที่กล้าหาญ ที่จะปฏิบัติงานในพื้นที่ได้
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ข้อเสนอที่ 2 คือเรื่องความโปร่งใส เรามีข้อเสนอหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมาย PRTR เพื่อให้มีการเปิดเผยข้อมูลการขนย้ายสารเคมี ขนย้ายกากมลพิษต่างๆ อยากให้มีแรงหนุนจากรัฐบาลผลักดันกฎหมายนี้อย่างเร่งด่วนที่สุด นอกจากนี้ยังมีการดำเนินคดี เพราะทุกครั้งที่มีการร้องเรียน เรื่องเงียบหาย ถ้ารัฐบาลตั้งใจแก้ไขปัญหาจริงๆ ควรนำเครื่องมือเทคโนโลยีอย่าง Traffy Fondue เข้าไปติดตามรับเรื่อง ก็จะทำให้เกิดความตกใจมากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้เลย ซึ่งการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานในพื้นที่ คือกำลังจะมีโครงการทำอาสาสมัครภาคอุตสาหกรรม เพื่อจะได้เป็นหูเป็นตาแทนหน่วยงานในพื้นที่ ว่าจะมีการตั้งโรงงานเถื่อนตรงไหนบ้าง เพราะหน่วยงานจังหวัดหน่วยงานภูมิภาคในจังหวัดกำลังพลไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องอาสาสมัครภาคอุตสาหกรรมขึ้นมาใหม่ ซึ่งสิ่งที่สามารถทำได้เลยคือ บูรณาการกับจิสด้า หากนำภาพถ่ายดาวเทียมมาซ้อนทับกับข้อมูลเชิงทะเบียนเพื่อดูว่า โรงงานที่สร้างขึ้นมามีการขออนุญาตหรือไม่ ตนเชื่อว่าการบังคับใช้กฎหมายจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ และข้อเสนอสุดท้าย คือการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการตรวจจับทุนเทา ไม่ว่าจากสรรพากรกรมโรงงาน ทะเบียนพาณิชย์ ก็พอจะเห็นรูปแบบว่าเป็นการจัดตั้งที่มีนอมินี หรือเป็นทุนเทาหรือไม่
“พรรคประชาชนมีเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.โรงงาน ซึ่งเราได้นำเสนอไปแล้วเพื่อเพิ่มโทษแก่ผู้กระทำความผิดและลดขั้นตอนการสืบสวนผู้กระทำความผิด เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นหลักการขอบคุณเราชัดเจนคงเส้นคงวา ผู้ที่ก่อมลพิษควรจะเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบไม่ใช่ต้องให้สังคมรับผิดชอบ หรือต้องใช้เงินภาษีของประชาชนลงไปเยียวยาแก้ไข ตราบใดที่ปัญหาในพื้นที่ยังคงยึดโยงกับการจ่ายส่วย และมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่น ซึ่งการเมืองท้องถิ่นนั้นอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองบ้านใหญ่ ที่อยู่ในค่ายสีน้ำเงินหรือไม่ ผมเชื่อว่าถ้ายังมีสภาพปัญหาแบบนี้อยู่ เราคงจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวปราจีนบุรีได้ อยากให้ตั้งข้อสังเกตว่าในพื้นที่จังหวัดหนึ่ง โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรียิ่งสีน้ำเงินมีความเข้มมากยิ่งขึ้น ตกลงแล้วปัญหากากมลพิษ ปัญหาแรงงานเถื่อน โรงงานเถื่อนมันถูกแก้ไข เยียวยาให้เบาบางลงหรือเข้มข้นขึ้นตามสีน้ำเงินที่เข้มขึ้นเหมือนกัน กันแน่” นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ปราจีนบุรี แต่ไม่ได้เจอกับชาวบ้านที่มาชุมนุมร้องเรียนคัดค้าน EEC มองว่าแบบนี้แสดงความไม่จริงใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องการเจอหรือไม่เจอประชาชนในฐานะตัวแทนประชาชน ก็ควรจะลงไปเจอและไปพูดคุยเป็นพื้นฐาน แต่สิ่งที่ตนอยากพูดถึงคือเมื่อวานตนได้ติดตามว่านายสุชาติว่าได้ประชุมอะไรกันบ้าง โดยสิ่งที่ชาวปราจีนบุรีต้องการตอนนี้คือไม่ได้คัดค้าน เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตในจังหวัด แต่สิ่งที่ต้องการคือพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับการดูแลการรักษาสิ่งแวดล้อม ทำให้ประโยชน์เกิดขึ้นกับชุมชน การที่ประชาชนออกมาคัดค้านไม่เอา EEC ในปราจีนบุรี
ตนขอย้ำว่าไม่ได้คัดค้านความเจริญ อยากได้ความเจริญแต่ความเจริญต้องเริ่มต้นจากความเชื่อมั่น ว่าเมื่อนำเข้ามาแล้วปัญหาสิ่งแวดล้อมจะไม่ขยายตัวและถูกแก้ไขให้ดีขึ้น รวมถึงปัญหาแรงงานเถื่อน ซึ่งประชาชนคัดค้านเพราะขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐ สิ่งที่นายสุชาติพูดไว้ในที่ประชุมเมื่อวาน ตนยังไม่เห็นความชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้ที่นำโดยนายอนุทิน ไม่เอาปราจีนบุรีเข้า EEC หรือมีการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร สิ่งที่เห็น คำตอบคือเรื่องยังไม่เข้า ครม. คำตอบแบบนี้ถ้าตนเป็นประชาชนชาวปราจีนบุรี ก็อยากได้คำตอบชัดๆ ว่าจะเอาเข้า EEC ในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ ถ้าจะเอาเข้ามีมาตรการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไร ป้องกันทุนเทาแรงงานเถื่อนในพื้นที่อย่างไร
เมื่อถามถึง กรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บอกว่าเรื่องนี้ต้องรอนายกรัฐมนตรีสั่งการ มองว่าเรื่องนี้ถ้าสั่งการช้าไปจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาใน จ.ปราจีนบุรีไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ทุกวันที่มีความล่าช้าไม่มีความชัดเจน ก็เชิญชวนนายกรัฐมนตรีให้ลงพื้นที่บุยายใบ แล้วจะเข้าใจว่าประชาชนในพื้นที่เจออะไรอยู่ ถ้านายกฯ เห็นคุณค่าของทุกชีวิตที่อยู่ในพื้นที่ก็อยากให้มีความกล้าหาญทางการเมือง และมีความชัดเจนในเรื่องนี้



