ทวี จี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจชายแดน มูลค่า 1.2 แสนล้าน เหลือศูนย์ แนะมาตรการช่วย
วันที่ 19 สิงหาคม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เศรษฐกิจชายแดนสระแก้วหยุดชะงัก กระทบประชาชนหนัก ต้องเร่งช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู การค้าปีละ 120,000 ล้านบาท เหลือ 0 บาท
ผ่านไปหนึ่งปีหลังเกิดความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา แม้การสู้รบจะสงบลงแล้ว แต่เศรษฐกิจชายแดนที่หยุดชะงักอย่างกะทันหันยังไม่ฟื้นตัว ประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร และแรงงานยังต้องรับภาระจากวิกฤตที่ตนไม่ได้เป็นผู้ก่อ
ระหว่างวันที่ 19–20 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อศึกษาผลกระทบด้านกฎหมาย ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสิทธิของประชาชน
สิ่งที่พบคือ รายได้หาย ธุรกิจขาดสภาพคล่อง เกษตรกรเข้าไม่ถึงพื้นที่ทำกิน และความเดือดร้อนกำลังลุกลามไปถึงครอบครัว เด็ก และเยาวชน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนตั้งตัวและปรับตัวได้จริง
ข้อมูลที่ได้รับฟังจากกรมศุลกากรระบุว่า ช่วงปี 2567 ถึงครึ่งแรกของปี 2568 มูลค่าการค้าผ่านด่านในพื้นที่เฉลี่ยเดือนละกว่า 10,000 ล้านบาท หรือประมาณ 120,000 ล้านบาทต่อปี แต่เมื่อมีข้อจำกัดการผ่านแดน มูลค่าการค้าผ่านด่านลดลงเหลือ 0 บาท
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ค้าระหว่างประเทศ แต่กระจายไปถึงธุรกิจขนส่ง ตลาด ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยว เกษตรกร ลูกจ้าง และแรงงานในชุมชน
ลูกค้าและคำสั่งซื้อจากกัมพูชาลดลง สินค้าค้างสต็อก ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น และธุรกิจขาดเงินทุนหมุนเวียน ผู้ประกอบการบางส่วนต้องกู้ยืมทั้งในและนอกระบบ ลดการจ้างงาน หยุดลงทุน หรือเตรียมย้ายออกจากพื้นที่
รายได้หยุดลง แต่ภาระหนี้ ค่าเช่า ค่าจ้าง ดอกเบี้ย ภาษี และค่าใช้จ่ายประจำยังคงอยู่ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ คนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่อาจย้ายออก กำลังซื้อจะลดลง และเด็กบางส่วนอาจเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา
ข่าวปลอมและความขัดแย้งทางความรู้สึกซ้ำเติมวิกฤต สถานการณ์ยังถูกซ้ำเติมด้วยความคิดเห็นที่รุนแรงในบางส่วนของทั้งสองประเทศ รวมถึงข่าวปลอม ข่าวลือ และข้อมูลออนไลน์ที่บิดเบือนหรือขยายความขัดแย้งเกินข้อเท็จจริง กระแสดังกล่าวลุกลามไปสู่การต่อต้านสินค้าไทยในกัมพูชา ทำให้คู่ค้าและผู้บริโภคบางส่วนลดหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ ขณะที่นักลงทุนและนักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นในการเดินทางเข้าพื้นที่
ประชาชนในพื้นที่เรียกร้องให้รัฐต้องสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว เป็นเอกภาพ และตรวจสอบได้ พร้อมดำเนินการกับผู้จงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จ โดยไม่กระทบต่อการรายงานข่าว การวิพากษ์วิจารณ์ และการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
เกษตรกรสูญเสียทั้งผลผลิตและพื้นที่ทำกิน
ชาวบ้านและเกษตรกรให้ข้อมูลว่า ไร่อ้อยประมาณ 6,000 ไร่ได้รับความเสียหายจากการปะทะจนเกิดเพลิงไหม้ ขณะที่อีกประมาณ 1,800 ไร่ไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวได้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่ความเสียหายจำนวนมากยังไม่ได้รับการเยียวยา
เกษตรกรยังประสบปัญหาเงินช่วยเหลือตามมาตรการตัดอ้อยสดค้างจ่าย กฎเกี่ยวกับการเผาอ้อยของแต่ละหน่วยงานไม่เป็นเอกภาพ การขาดแคลนแรงงาน และการเข้าไม่ถึงแหล่งทุน บางรายไม่สามารถชำระหนี้จนถูกยึดรถไถหรือรถบรรทุกซึ่งเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ
ชาวบ้านยังแจ้งว่า มีวัตถุระเบิดตกค้างหรือวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ทำกิน ทำให้ไม่สามารถกลับไปทำการเกษตรได้ตามปกติ รัฐต้องเร่งตรวจสอบ สำรวจ และเก็บกู้วัตถุระเบิดให้ปลอดภัย ไม่ปล่อยให้ประชาชนเสี่ยงตรวจพื้นที่ด้วยตนเอง
ปัญหาช้างป่ายังซ้ำเติมความเดือดร้อน ทั้งการทำลายพืชผล บ้านเรือน และทรัพย์สิน แต่เกษตรกรบางส่วนยังไม่ได้รับเงินชดเชย ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการอนุรักษ์ แต่เป็นเรื่องความปลอดภัย อาชีพ และรายได้ของประชาชน
ด่านศุลกากรอรัญประเทศแห่งใหม่ ณ บ้านป่าไร่ ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 525 ไร่ 3 งาน ใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท และก่อสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2563 แต่ยังไม่สามารถเปิดเป็นด่านได้ เนื่องจากฝั่งกัมพูชายังไม่มีพื้นที่รองรับและยังไม่ได้เปิดเป็นจุดผ่านแดนถาวร รวมถึงข้อกังวลเรื่องเขตแดนและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด
กรณีนี้สะท้อนว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องคำนึงถึงความพร้อมของพื้นที่และความร่วมมือระหว่างประเทศ มิฉะนั้น งบประมาณจำนวนมากก็ไม่อาจสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย
ประชาชนชายแดนต้องการทั้งมาตรการประคองตัวระยะสั้นและแผนฟื้นฟูระยะยาว การช่วยเหลือต้องครอบคลุมรายได้ที่สูญเสีย พืชผลและพื้นที่ทำกิน ภาระหนี้ เครื่องมือประกอบอาชีพ ปัญหาแรงงาน วัตถุระเบิดตกค้าง และความเสียหายจากช้างป่า
ขอนำบทเรียนและมาตรการที่รัฐเคยใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี มาเป็น “ตุ๊กตา” หรือกรอบตั้งต้น
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมการลดต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยง และจูงใจการลงทุน ตัวอย่างเช่น
1. ลดภาษีบุคคลธรรมดาเหลือร้อยละ 0.1 และภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือร้อยละ 3
2. ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือร้อยละ 0.01
3. จัดสินเชื่อดอกเบี้ยร้อยละ 1.99 ต่อปี เพื่อเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ
4. รัฐช่วยชดเชยเบี้ยประกันภัยบางประเภทร้อยละ 50
5. ให้สิทธิส่งเสริมการลงทุนของ BOI โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่โครงการใหม่ 8 ปี และลดภาษีร้อยละ 50 ต่ออีก 5 ปี
มาตรการเหล่านี้เป็นเพียง “กรอบตั้งต้น” ไม่ควรนำมาใช้กับจังหวัดสระแก้วทั้งหมด แต่ควรปรับตามพื้นที่และระดับความเสียหาย โดยเปิดให้ประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร แรงงาน ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมออกแบบ
ผ่านไปหนึ่งปีแล้ว รัฐบาลต้องเปลี่ยนจากการช่วยเหลือเฉพาะหน้าไปสู่การฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ เพราะความมั่นคงของประเทศไม่ได้หมายถึงเพียงการควบคุมชายแดน แต่ต้องรวมถึงความมั่นคงในชีวิต รายได้ อาชีพ การศึกษา ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของประชาชน

