หน้าแรก การเมือง ป.ป.ช.เร่งสอบ...

ป.ป.ช.เร่งสอบโกงสอบท้องถิ่น หลังเส้นเงินพันล้าน โยงโกงสอบปี’64 อุบมีชื่อนักการเมืองเอี่ยว

20.08.26 | 14:51 น.

ป.ป.ช. เร่งขยายผลทุจริตสอบท้องถิ่น หลังพบเส้นเงินกว่าพันล้าน โยงคดีโกงสอบปี 64 ยังอุบ มีนักการเมืองเอี่ยวหรือไม่ ยํ้า คดีชัดเจนภายใน 6 เดือน

เมื่อเวลา 12.40 น.วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า ขณะนี้คณะไต่สวนอยู่ระหว่างตรวจสอบประเด็นการทุจริต โดยจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ พบเงินหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านบาท และพบความเชื่อมโยงกับการทุจริตสอบท้องถิ่นเมื่อปี 2564


นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า จากข้อมูลดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติให้เรียกสำนวนที่เคยส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดเดิมกลับมาไต่สวนร่วมกันเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากพบว่าเป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกัน โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลใด รวมถึงจะเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอยู่ในสำนวน แต่คณะทำงานมีข้อมูลและจะขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน จะมีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ามาช่วยตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก ยืนยันว่าที่ผ่านมา ป.ป.ช.ไม่เคยถูกฝ่ายการเมืองกดดันการทำงาน หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด บุคคลนั้นต้องรับผิด โดยไม่มีการตัดตอน และการดำเนินคดีจะเป็นความผิดทางอาญาหรือทางแพ่ง ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระและเป็นเสาหลักของประเทศ การเอาผิดบุคคลใดจะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและเป็นไปตามพยานหลักฐาน โดยที่ผ่านมา เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลและอัยการสั่งฟ้อง ศาลมีคำพิพากษาลงโทษในคดีต่างๆ สูงถึงร้อยละ 98

Advertisement

เมื่อถามว่า มีข้อกังวลว่า หากคดีมาอยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช.แล้วจะเกิดความล่าช้า นายสุรพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ได้สแกนและตรวจสอบทุกคดี และสามารถควบคุมกรอบระยะเวลาการทำงานได้ โดยกรณีทุจริตข้อสอบท้องถิ่น แม้จะมีเอกสารในสำนวนมากกว่า 800,000 แผ่น แต่ยืนยันว่าจะต้องมีความชัดเจนภายในกรอบเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569

ทั้งนี้ คณะไต่สวนจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจสอบให้มากขึ้น พร้อมพิจารณาว่าความผิดในลักษณะใดควรแยกดำเนินการ เพื่อให้การไต่สวนมีความรวดเร็วและชัดเจนมากขึ้น