หน้าแรก การเมือง พระปกเกล้าโพล...

พระปกเกล้าโพล เผยคน 31.3% เชื่อมั่นศาลรธน. สูงสุดในองค์กรอิสระ กกต.บ๊วย หวังจัดเลือกตั้งเป็นกลาง

21.08.26 | 11:58 น.

‘พระปกเกล้า’ เผยผลสำรวจ ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญ 32.8% ต้องการให้ศาล รธน.เปิดเผยความคืบหน้าของคดี ขณะที่ กกต.ความเป็นอิสระยังเป็นโจทย์สำคัญ-เพิ่มประสิทธิภาพจัดการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญและมุมมองต่อการทำหน้าที่ของ กกต.” โดยทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 7-10 ส.ค.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้


1.ท่านต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเปิดเผยข้อมูลเรื่องใดมากที่สุด 32.8% ต้องการให้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีและเรื่องร้องเรียน สูงสุด

รองลงมา 18.2% ต้องการทราบเหตุผลของผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัย, 15.3% การใช้จ่ายงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง 11.2% หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาและตัดสินใจ, 7.2% ช่องทางร้องเรียนและติดตามผลที่เข้าถึงง่าย, 5.2% ต้องการทราบผลงานและผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม, 4.7% มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน, 3.9% ต้องการทราบระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินงาน ขณะที่ 1.5% ไม่มีความเห็น

เมื่อรวม 2 อันดับแรก พบว่า 51.0% ต้องการรู้ทั้งความคืบหน้าของคดีและเหตุผลของการตัดสินใจ สะท้อนว่า คนกว่าครึ่งอยากติดตามคดีและเข้าใจเหตุผล มากกว่ารู้เพียงผลตัดสิน จึงควรมีการอธิบายเหตุผลอย่างเข้าใจง่ายให้ประชาชนทราบและตรวจสอบได้

Advertisement

2.ศาลรัฐธรรมนูญนำด้านความเชื่อมั่น แต่กลุ่มไม่แน่ใจตามมาติดๆ โดย 31.3% เลือกศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เชื่อมั่นสูงสุด รองลงมา 27.7% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น ขณะที่ 13.2% เชื่อมั่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), 10.9% คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), 6.6% คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), 6.5% ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขณะที่เชื่อมั่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) น้อยที่สุด เพียง 3.8%

ส่วนรายภูมิภาค “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุดในภาคเหนือ 44.8% ภาคใต้ 37.5% และภาคตะวันออก 29.6% ขณะที่ คตง./สตง.มีสัดส่วนสูงสุดในกรุงเทพฯ 28.9% ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 38.4% และภาคกลาง 33.5% กลุ่มไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็นมีสัดส่วนสูงสุด ทั้งนี้ ในภาคใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสัดส่วนตามมาใกล้เคียง 34.7%

แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุด แต่ยังไม่ถึง 1 ใน 3 และสูงกว่ากลุ่มไม่แน่ใจเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นยังไม่กระจุกตัวองค์กรใดอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มไม่แน่ใจซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่ให้แต่ละองค์กรสร้างความเข้าใจและทำให้ประชาชนเห็นผลการทำงานมากขึ้น

3.ประสิทธิภาพจัดการเลือกตั้งของ กกต.เด่นกว่าด้านอื่น แต่ความเป็นอิสระยังเป็นโจทย์สำคัญ โดย 23.7% ประเมินระดับ “มาก-มากที่สุด” ในด้านประสิทธิภาพ ความเชี่ยวชาญ ความรวดเร็ว และความประหยัดในการจัดการเลือกตั้งสูงที่สุด รองลงมา 21.3% ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม, 18.5% การวินิจฉัยคดีเลือกตั้งด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม, 18.2% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 17.7% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน และ 16.7% ความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง

เมื่อพิจารณาระดับ “น้อย-น้อยที่สุด” พบว่า 51.9% ประเมินด้านความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองในระดับดังกล่าว สูงที่สุดใน 6 ด้าน รองลงมา คือ 50.8% ความเป็นกลางและเป็นธรรมในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง, 48.1% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 45.5% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็น, 38.3% ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง และ 34.6% ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม

ด้านประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้งมีผลดีกว่าด้านอื่นเมื่อเปรียบเทียบกัน แต่ยังไม่มีด้านใดที่มีผู้ประเมินระดับ “มาก-มากที่สุด” ถึง 1 ใน 4 ขณะที่ระดับ “น้อย-น้อยที่สุด” เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดใน 5 จาก 6 ด้าน โดยเฉพาะความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง

สะท้อนว่า กกต.ไม่เพียงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ากระบวนการทำงานและการตัดสินใจมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง โปร่งใส และตรวจสอบได้