เจเศรษฐ์ ประชุมนายอำเภอ-ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธร 17 จว.เหนือ ฝาก 3 ประเด็นเร่งด่วน “ยาเสพติด-อาวุธปืน-คนทำผิดทางเพศ” ให้หมดไปจากสังคม
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ห้องประชุมเอ็มเพรส แกรนด์ฮอลล์ ดิ เอ็มเพรส โฮเทล กรุ๊ป แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 2 (ภาคเหนือ) โดยมี นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ,นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย, นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง, นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน, นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน, นายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์, นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง ผู้แทนกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย พลตำรวจตรี ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ต.พงศธร เครียดธฤมาล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บังคับการ นายอำเภอ ผู้กำกับการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การเวิร์กช็อปในวันนี้เพื่อยกระดับการปฏิบัติการสร้างความสงบเรียบร้อยในสังคม ตามนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยนำความรู้ความสามารถของนายอำเภอและผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรมาถอดบทเรียนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ใน 9 ประเด็นความมั่นคง ได้แก่ 1.การบุกรุกที่ดินสาธารณะ 2.อาชญากรรมทางด้านเทคโนโลยี 3.ธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง 4.การฟอกเงิน 5.ผู้มีอิทธิพล 6.หนี้นอกระบบ 7.ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว 8.การเชื่อมโยงข้อมูลด้านความมั่นคง และ 9.ยาเสพติด
นายเจเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า ขอเน้นย้ำถึง 3 ประเด็นความมั่นคงที่ต้องทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน คือ การปราบปรามยาเสพติด อาวุธปืน และผู้กระทำความผิดทางเพศ โดยในส่วนของปัญหายาเสพติด ให้นายอำเภอ-ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธร จับคู่ดูโอบูรณาการประสานความร่วมมือ ขยายผลทั้งมิติป้องกัน ปราบปราม และบำบัดฟื้นฟู ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งจังหวัด เพื่อทำให้ปัญหายาเสพติดลดน้อยลงไปได้มากกว่าที่จะแยกกันทำคนละส่วน รวมถึงการเข้มงวดกวดขันสนับสนุนบทบาทกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นผู้นำท้องที่ที่รู้ทุกเรื่องในตำบล/หมู่บ้าน เพราะถ้าเรายังปล่อยยาเสพติดให้อยู่ในประเทศ มันก็จะเข้ามาในจังหวัด ถ้าปล่อยให้อยู่ในจังหวัด มันก็จะเข้ามาในอำเภอ ถ้าปล่อยให้อยู่ในอำเภอ มันก็จะเข้ามาในตำบล ถ้าปล่อยอยู่ในตำบล มันก็เข้ามาในหมู่บ้าน และสุดท้ายก็เข้ามาอยู่ในบ้านของเรา รวมถึงการกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมดูแลผู้เสพและผู้ป่วยจิตเวชให้อยู่ในสถานที่ที่กำหนด เพื่อบำบัดรักษาอย่างเข้มงวด

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการเกี่ยวกับอาวุธปืน สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน คือตรวจเช็กผู้ที่ได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (ป.3) แต่ยังไม่มีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (ป.4) รวมทั้งเร่งรัดและตรวจสอบปืน เครื่องกระสุนปืนของร้าน และสนามยิงปืนให้ตรงกับใบอนุญาต ตรวจสอบภาษี และเร่งปราบปรามปืนเถื่อนอย่างจริงจัง โดยในระยะยาว ตนเข้าใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธปืน ซึ่งต้องหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับทุกภาคส่วน แต่ตำรวจต้องอยู่เคียงคู่อาวุธปืนและใช้อาวุธปืนให้ก่อเกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน เพื่อดำรงไว้ซึ่งกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทย ขอให้มั่นใจในบทบาทและอำนาจของตำรวจในการบังคับใช้กฎหมาย
”ขอฝากประเด็นระดมความคิดว่าจะทำอย่างไรให้เอาปืนเถื่อนออกจากสังคม จะทำอย่างไรให้คนที่มีพฤติกรรม/พฤติการณ์ที่มีแนวโน้มจะใช้อาวุธปืนก่อความรุนแรงในสังคม ใช้อาวุธที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนคนอื่น เพราะอาวุธปืนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีที่ตนเคยสัมผัสด้วยตนเองสมัยยังเด็ก คือการที่ที่บ้านครอบครองอาวุธปืนถูกกฎหมาย เวลาโจรเข้าบ้าน ต้องยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ แล้วผู้ร้ายก็ออกจากบ้าน ซึ่งในประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องครอบครองอาวุธปืนเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขา ดังนั้นจึงต้องหาทางออกว่าจะเดินไปทิศทางใด ขอให้สะท้อนมาตรการควบคุมการออกใบอนุญาตรวมถึงปืนสวัสดิการ“ นายเจเศรษฐ์ กล่าว
นายเจเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการป้องกันการกระทำความผิดทางเพศ ที่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้ที่เคยได้รับโทษติดคุกในคดีดังกล่าวมาก่อน และเมื่อกลับเข้ามาในสังคม กลับมีพฤติกรรมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเคสที่จังหวัดอุทัยธานี มีคนร้ายเคยติดคุกคดีการกระทำความผิดทางเพศ 2 ครั้ง พอออกมาก็ไถฟีดเฟซบุ๊ก จนไปเจอน้องนักเรียน ม.5 กระทั่งรู้วิถีชีวิตของน้อง กระทั่งก่อเหตุนำอาวุธมีดดักเส้นทางการเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน แม้นักเรียนคนดังกล่าวจะพยายามหลบหนี สุดท้ายก็ถึงแก่ชีวิต เราต้องบูรณาการป้องกันไม่ให้บุคคลเหล่านี้ก่อเหตุได้อีกอย่างเด็ดขาด ต้องยืดอกหลังตรงในการกำจัดคนเหล่านี้ออกไปจากสังคม
“อำเภอเป็นหน่วยงานปกครองที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด โดยมีนายอำเภอในฐานะผู้แทนรัฐบาลในระดับพื้นที่มีบทบาทอำนวยการ บูรณาการ และเชื่อมโยงการปฏิบัติงานทุกภาคส่วน ขณะที่ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร ในฐานะหัวหน้าสถานีตำรวจในพื้นที่ที่มีบทบาทป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ทั้ง 2 ตำแหน่งต้องทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมอำเภอ” สร้างทีมเป็นเอกภาพ ทำงานทิศทางเดียวกัน สกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้กระทำผิด โดยไม่ละเว้น ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนทุกท่านในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อดูแลรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างสุดกำลังความสามารถ” นายเจเศรษฐ์ กล่าว


