หน้าแรก การเมือง ดีอีเคลียร์ปม...

ดีอีเคลียร์ปมร้อนTH-AI ปรับแก้สัญญา-ปิดประตูข้อมูลรั่ว

22.08.26 | 09:32 น.

หมายเหตุนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงข่าวการติดตามตรวจสอบความคืบหน้าของการลงทะเบียนล่วงหน้าในโครงการ TH-AI Passport ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม


พชร อนันตศิลป์ 

ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

Advertisement

การลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ TH-AI Passport ที่เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ก่อนเปิดตัวในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 จะสามารถเข้าสู่ระบบเริ่มการใช้งานจริงได้ในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้ว จำนวน 1,132,496 ราย (ข้อมูล ณ เวลา 13.30 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2569) ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยในช่วงแรกประเมินว่าจะมีผู้ลงทะเบียนประมาณ 500,000 ราย ก่อนที่จำนวนผู้ลงทะเบียนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสนใจของประชาชนและหลายภาคส่วนที่ต้องการเข้าถึงเทคโนโลยี AI อย่างต่อเนื่อง

กรณีที่การเปิดใช้งานโครงการล่าช้ากว่ากำหนดเดิมกว่าหนึ่งเดือนครึ่งนั้น สาเหตุเกิดจากกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเดิม หลังจากกระทรวงได้รับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายและนำมาปรับปรุงรายละเอียด ก่อนส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบกลับความเห็นมายังกระทรวงเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 จากนั้นยังต้องเข้าสู่กระบวนการภายในของทางราชการ ทั้งการตรวจรับและการดำเนินการของหน่วยงานเจ้าของสัญญา คือสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ก่อนจะสามารถลงนามในสัญญาฉบับแก้ไขได้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 จากกระบวนการดังกล่าว สดช.จึงสามารถเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนล่วงหน้าได้ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ซึ่งหากพิจารณาตามลำดับเวลา จะเห็นว่าการเปิดลงทะเบียนเกิดขึ้นหลังจากสัญญาฉบับแก้ไขได้รับการลงนามแล้วเพียง 1 วันเท่านั้น

หลังจากกระทรวงได้รับความเห็นจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ยังต้องผ่านขั้นตอนของหน่วยงานเจ้าของสัญญา โดย สดช.ต้องดำเนินการตรวจรับและจัดการขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับสัญญาให้ครบถ้วน ก่อนลงนามในสัญญาฉบับแก้ไข ซึ่งสัญญาเดิมของโครงการ สดช.ใช้สัญญามาตรฐานตามตัวอย่างสัญญาที่คณะกรรมการนโยบายจัดซื้อจัดจ้างและการพัสดุภาครัฐกำหนด โดยการกำหนดการจ่ายเงินตามสัญญาจะต้องกำหนดวงเงินที่แน่นอน เว้นแต่เป็นสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณ ซึ่งเป็นลักษณะการแจ้งคำสั่งซื้อและจ่ายเงินตามจำนวนที่ใช้งานจริง อาทิ การจัดซื้อข้าวสารอาหารสำหรับผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์ หรือการสั่งซื้อวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารเลี้ยงผู้ป่วยของโรงพยาบาล

การแก้ไขสัญญาใหม่เพิ่มเติมในโครงการ TH-AI Passport ได้ปรับรูปแบบการจ่ายเงินเป็น Pay Per Active User หรือการจ่ายเงินตามจำนวนผู้ใช้งานจริง เพื่อให้เกิดความชัดเจนและทำให้การใช้งบประมาณภาครัฐมีความคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งตามสัญญาที่แก้ไขใหม่ ผู้รับจ้างต้องส่งมอบแผนการดำเนินงานที่มีผู้เข้ามาใช้บริการ จำนวน 5,000,000 สิทธิ จึงจะสามารถตรวจรับและเบิกจ่ายเงินได้ หากจำนวนผู้ใช้งานจริงไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด ผู้รับจ้างจะต้องถูกปรับตามข้อ 11 ของสัญญาเดิมในส่วนของจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการจริง โดยการปรับรูปแบบการจ่ายเงินไม่ได้เป็นการเปลี่ยนเจตนารมณ์ของสัญญาแต่เป็นการกำหนดรูปแบบการจ่ายเงินให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานจริงมากขึ้น และได้ส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาแล้ว ถามว่าทำไมไม่ทำแต่แรก จริงๆ แล้วเรานำเรียนกันตั้งแต่ช่วงแรกแล้ว ตามสัญญาเดิม ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดของการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการก็ได้ ลักษณะของการทำงานโครงการนี้เป็นการจ้างทำของสัญญามาตรฐาน ต้องมีกรอบวงเงิน เวลา ชัดเจน

ส่วนประเด็นในการใช้ชื่อเว็บไซต์ de.aipass.net ในช่วงเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าโครงการ TH-AI Passport มีการใช้โดเมน .net นั้นเป็นเพียงช่องทางสำหรับการลงทะเบียนล่วงหน้า เนื่องจากโครงการยังไม่ได้เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการ เมื่อถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นกำหนดเปิดใช้งานจริง ระบบจะเปลี่ยนไปใช้ชื่อโดเมน .go.th โดยการเปลี่ยนโดเมนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ลงทะเบียนไว้แล้วจะต้องสมัครใหม่ หรือข้อมูลการลงทะเบียนเดิมจะสูญหายแต่อย่างใด

ดีอีให้ความสำคัญกับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลของประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านกฎหมายดิจิทัลและการคุ้มครองข้อมูลของประเทศ โดยข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการเรียนออนไลน์ ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน การประมวลผลข้อมูลการลงทะเบียน การเรียนออนไลน์ รวมถึงการจัดทำ Dashboard ของโครงการ จะถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทย พร้อมดำเนินการตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างเคร่งครัด หากประชาชนต้องการตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขการจัดการข้อมูล สามารถดูรายละเอียดได้จากเอกสาร TOR ของโครงการ ซึ่งมีการระบุข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องไว้ได้

ส่วนประเด็นที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนคือคำว่า ประมวลผล เนื่องจากในทางปฏิบัติ การใช้งาน AI ไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐหรือเอกชน เมื่อผู้ใช้งานส่งคำสั่งหรือ Prompt เข้าไป ระบบจำเป็นต้องนำคำถามดังกล่าวไปประมวลผลกับตัวโมเดล AI หากเป็นโมเดลของผู้ให้บริการ AI ต่างประเทศ การประมวลผลของคำถามหรือ Prompt จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับเจ้าของโมเดลในต่างประเทศอยู่แล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีและโมเดล AI ดังกล่าวเป็นของผู้ให้บริการเหล่านั้น แต่ศักยภาพ AI ในปัจจุบันของไทยยังไม่สามารถแข่งขันหรือเทียบเท่ากับผู้ให้บริการ AI รายใหญ่จากต่างประเทศได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่โครงการ TH-AI Passport ต้องการรวบรวมข้อมูลจากการใช้งานจริง เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนา AI สัญชาติไทยในอนาคต

สำหรับการใช้งานจริง การนับการใช้งานจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้งานเข้าไปส่งคำถามหรือ Prompt ในโปรแกรมระดับพรีเมียมหรือ Pro โดยคำถามดังกล่าวจะถูกส่งไปยังโมเดล AI เพื่อประมวลผล ซึ่งเป็นกระบวนการ Computing ที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับเจ้าของโมเดล AI นั้นๆ สิ่งที่โครงการให้ความสำคัญ คือการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ให้บริการ AI ไม่มีสิทธินำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์อื่นนอกเหนือจากการประมวลผลตามที่กำหนดไว้ในโครงการ โดยเงื่อนไขดังกล่าวได้กำหนดไว้ในสัญญาและ TOR อย่างชัดเจนว่า ห้ามผู้ให้บริการนำข้อมูลไปฝึกหรือ Train AI ต่อ จุดสำคัญของเงื่อนไขคือ ผู้ให้บริการ AI ที่นำโมเดลมาให้บริการภายใต้โครงการ TH-AI Passport จะไม่สามารถนำข้อมูลของผู้ใช้งานไปใช้พัฒนา AI Model ของตนเองต่อได้

โดยสัญญากำหนดให้ผู้รับจ้างต้องทำข้อตกลงกับเจ้าของโมเดล AI อย่างชัดเจนว่า ข้อมูลที่ถูกส่งไปประมวลผลจะไม่มีการจัดเก็บเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อื่น และไม่สามารถนำไปเป็นข้อมูลสำหรับฝึก AI ของเจ้าของโมเดลนั้นๆ ได้

โครงการ TH-AI Passport ได้ออกแบบระบบให้มีการตรวจจับ คัดกรอง และปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลอ่อนไหว (Masking) ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก่อนนำข้อมูลคำสั่ง (Prompt) ไปประมวลผลกับผู้ให้บริการ AI ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งผู้ให้บริการไม่สามารถนำข้อมูลที่ประมวลผลไปใช้เพื่อประโยชน์อื่น หรือนำไปเทรน AI Model ของตนเองได้ และเมื่อส่งผลลัพธ์กลับมาแล้ว ผู้ให้บริการ AI จะไม่มีการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวภายหลังการประมวลผลเสร็จสิ้นอย่างแน่นอน โดยหากผู้ให้บริการนำข้อมูลไป Train AI ของตนเอง เท่ากับว่าข้อมูลของผู้ใช้งานและข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการใช้งานจะถูกนำไปพัฒนาต่อยอดให้กับเจ้าของโมเดล ซึ่งเป็นลักษณะที่อาจเกิดขึ้นกับการใช้งาน AI ทั่วไปนอกโครงการ

แต่ TH-AI Passport มีการกำหนดเงื่อนไขแตกต่างออกไป โดยผู้ให้บริการที่นำ AI มาให้บริการภายใต้โครงการจะไม่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปต่อยอดกับ AI ของตนเองได้ และเมื่อการประมวลผลเสร็จสิ้น พร้อมส่งผลลัพธ์กลับมายังระบบแล้ว ผู้ให้บริการ AI จะไม่มีการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวต่อ สำหรับข้อมูลที่โครงการต้องการเก็บไว้ ไม่ได้เป็นข้อมูลเพื่อระบุว่าใครเป็นผู้ถาม หรือใช้เพื่อติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานรายบุคคล แต่เป็นข้อมูลในลักษณะชุดคำถามและคำตอบที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน เพื่อนำไปสะสมเป็นฐานข้อมูลสำหรับการพัฒนา AI สัญชาติไทยในอนาคต

เราไม่สนใจว่าใครถาม เพราะถ้าเกิดเราสนใจว่าใครถามด้วย ฐานข้อมูลนั้นต้องใหญ่มาก แต่ไม่ใช่ เราไม่ต้องสนใจ เราแค่ต้องการคำถาม คำตอบเท่านั้น เราอยากได้ข้อมูลของการใช้งานเพื่อมาประมวลรวม แล้วก็มาพัฒนา AI สัญชาติไทย แต่ไม่อยากได้ข้อมูลของตัวคนใช้ โดยข้อมูลคำถามและคำตอบที่ได้จากการใช้งานจะถูกรวบรวมเป็นชุดข้อมูล เมื่อสิ้นสุดโครงการจึงนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ต่อยอดพัฒนา AI สัญชาติไทย เพื่อให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลที่สอดคล้องกับบริบทการใช้งานของคนไทยมากขึ้น ซึ่งระบบไม่ได้ออกแบบให้มีการติดตามแบบ Real Time ว่าผู้ใช้งานแต่ละรายกำลังทำอะไร หรือกำลังถามคำถามอะไรอยู่ในขณะนั้นอย่างที่เข้าใจกัน

การออกแบบระบบ TH-AI Passport พยายามแยกข้อมูลออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลตัวบุคคล ข้อมูลการพิสูจน์ตัวตน และข้อมูลการใช้งาน โดยแต่ละส่วนมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน สำหรับข้อมูลตัวบุคคลและข้อมูลการพิสูจน์ตัวตน มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันสิทธิการเข้าใช้งานและป้องกันการลงทะเบียนซ้ำ ขณะที่ข้อมูลการใช้งานจะเป็นส่วนของคำถามและคำตอบที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน AI ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา AI ไทยในอนาคต ส่วนข้อมูลที่จำเป็นต้องส่งไปยังผู้ให้บริการ AI ต่างประเทศ จะเป็นเฉพาะส่วนของ Prompt เพื่อให้โมเดลสามารถประมวลผลและส่งคำตอบกลับมายังระบบ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ให้บริการ AI จะไม่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ฝึกหรือพัฒนา AI Model ของตนเองต่อได้

ยืนยันว่า การจัดเก็บข้อมูลของโครงการและการประมวลผลข้อมูลภายใต้ระบบ TH-AI Passport จะดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกฎหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ส่วนประเด็นความมั่นคงปลอดภัยของระบบ TH-AI Passport และการจัดเก็บข้อมูลประชาชน ในการทำงานด้านระบบคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถมีใครรับประกันได้ว่าระบบจะมีความปลอดภัย 100% เนื่องจากระบบดิจิทัลทุกประเภทมีความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ แต่ในฐานะกระทรวงที่รับผิดชอบด้านดิจิทัลของประเทศ ดีอีให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยของระบบและข้อมูลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลประชาชนและการใช้งานเทคโนโลยี AI สิ่งที่กระทรวงสามารถดำเนินการได้คือ การกำหนดมาตรการและเงื่อนไขด้านความปลอดภัยให้ครอบคลุมทั้งระบบ รวมถึงกำกับดูแลให้หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎหมายที่กำหนด ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน 

ไม่มีใครตอบได้ว่า ระบบคอมพิวเตอร์เนี่ยจะปลอดภัย 100% ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การรับประกันว่าระบบจะไม่มีความเสี่ยงเลย แต่เป็นการวางระบบเพื่อป้องกันความเสี่ยง ลดโอกาสเกิดปัญหา และมีมาตรการรองรับหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

บทบาทของกระทรวงดีอีไม่ได้จำกัดเฉพาะการดูแลความปลอดภัยของระบบราชการเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมระบบดิจิทัลของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนด้วย เนื่องจากปัจจุบันระบบดิจิทัลจำนวนมากเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การกำหนดมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยจึงต้องมองภาพรวมของระบบนิเวศดิจิทัล ไม่ใช่เฉพาะระบบใดระบบหนึ่ง โดยเฉพาะโครงการ TH-AI Passport ที่เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนของประชาชน การยืนยันตัวตน การเรียนรู้และใช้งาน AI รวมถึงข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน

สิทธิการใช้งานเมื่อเปิดระบบ TH-AI Passport อย่างเป็นทางการ ผู้สมัครเข้าใช้งานในช่วง 3 เดือนแรก จะได้รับสิทธิระดับ Innovator (ผู้สร้างสรรค์) เป็นระยะเวลา 30 วัน เพื่อให้สามารถใช้งานโมเดล AI ระดับ Pro หลังจากนั้น ผู้ใช้งานจะต้องอบรมให้ได้คะแนน 100 คะแนน และมีการสะสมคะแนน 100 คะแนนเป็นอย่างน้อยในแต่ละเดือน เพื่อรับสิทธิใช้งานระดับ Innovator ต่อเนื่องในเดือนถัดไป สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 จะได้รับสิทธิเป็นระดับ Beginner (ผู้เริ่มต้น) จากนั้นต้องอบรมให้ได้คะแนน 100 คะแนน เพื่อเลื่อนระดับเป็น Innovator (ผู้สร้างสรรค์)

กระทรวงดีอียืนยันว่า การแก้ไขสัญญาและ TOR ของโครงการ TH-AI Passport ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ขณะเดียวกัน การกำหนดรูปแบบการจ่ายเงินแบบ Pay Per Active User เป็นกลไกสำคัญเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐมีความคุ้มค่า เนื่องจากการเบิกจ่ายจะสัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้งานจริง และมีเงื่อนไขการปรับตามสัญญา หากผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เรามุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI อย่างทั่วถึง พร้อมวางระบบการบริหารจัดการข้อมูลอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการนำข้อมูลจากการใช้งานในภาพรวมไปต่อยอดพัฒนา AI สัญชาติไทยในอนาคต

ขอยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงสัญญาฉบับใหม่นั้นถูกต้องตามกฎหมาย และได้ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว โดยปรับการจ่ายเงินเป็นแบบ Pay Per Active User เพื่อให้การ
ใช้เงินงบประมาณนั้นเกิดความคุ้มค่าที่สุด