สภาผู้แทนราษฎรจะเปิดประชุมสมัยสามัญประจำปี 2569 ครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคมเป็นต้นไป ก่อนปิดสมัยประชุมสภาอีกครั้งในวันที่ 22 ธันวาคมนี้ จะเป็นอีกครั้งที่ ส.ส.ได้นำเรื่องราวผ่านข้อร้องเรียนของพี่น้องประชาชน ในห้วงปิดสมัยประชุมมาสะท้อนผ่านการตรวจสอบในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และกระทู้ถามสด นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
เพราะรัฐบาลได้ผ่านการทำงานมาถึง 4 เดือน ไม่ได้มีข้ออ้างว่าเป็นช่วงเริ่มต้นการทำงานของรัฐบาลในห้วงสมัยประชุมสภา ครั้งที่ 1 มีหลายประเด็นทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ให้รัฐบาลต้องแสดงฝีมือแก้ปัญหาและปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ มีหลายเรื่องร้อนเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ที่มีไทม์ไลน์จะได้ข้อสรุปของแต่ละเรื่องในห้วงเดือนสิงหาคมต่อเนื่องเดือนกันยายน
เริ่มจากการตรวจสอบฮั้วเลือก ส.ว. ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน ตามกรอบ 90 วัน จะครบกำหนด ที่ กกต.จะต้องลงมติชี้ขาดในห้วงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ว่าจะวินิจฉัยตามข้อมูล หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ตามอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เสนอให้เอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง 229 คน หรือวินิจฉัยตามอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 เสนอในทางตรงข้ามว่า ทั้ง 229 คน ไม่ได้มีส่วนในความผิดฮั้วเลือก ส.ว.
รวมทั้งยังมีกรณีการตรวจสอบ ขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มีมูลค่าความเสียหายผ่านการสอบสวนเชื่อมโยงกับเส้นทางการเงินกว่า 9 พันล้านบาท
เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองท้องถิ่น เอกชน รวมถึงกลุ่มผู้เข้าสอบที่พบว่ามีการแก้ไขคะแนนในกระดาษคำตอบ 5,925 ราย กระจายอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ
คดีการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นของ สถ. อยู่ในมือการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กองบังคับการปราบปราม อยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับเพิกถอนบัญชีบรรจุข้าราชการที่มีส่วนกับขบวนการทุจริตสอบ
ซึ่ง “วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ขีดเส้นไว้ต้องเพิกถอนการบรรจุข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบให้จบภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้
ผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งคำร้องฮั้วเลือกตั้ง ส.ว.ในมือของ กกต. และการตรวจสอบขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นของ ป.ป.ช. จะเป็นอีกบทพิสูจน์ความเชื่อมั่นต่อการทำหน้าที่ผ่านผลคำวินิจฉัย และบทสรุปของการตรวจสอบที่จะออกมา
แม้ความเชื่อมั่นต่อศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ผ่านการสำรวจของเคพีไอโพล โดยสถาบันพระปกเกล้า ที่สอบถามประชาชน 2 พันคน จะมีความเชื่อมั่นต่อการทำงานค่อนข้างน้อย โดย ป.ป.ช.ได้รับความเชื่อมั่น 10.9% กกต. 3.8% ซึ่งต้องพิสูจน์ด้วยผลการตรวจสอบที่ยึดหลักฐาน ข้อเท็จจริง ภายใต้ข้อกฎหมายตามอำนาจหน้าที่ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏต่อสังคม ปราศจากการแทรกแซงโดยองค์กรอื่นๆ
หากผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคดีสังคมจับตาออกมาในลักษณะเคลือบแคลงแอบแฝงอยู่ ยังมีอีกช่องทางการตรวจสอบผ่านกลไกของสภา โดยการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่รัฐบาลพอจะเก็งข้อสอบล่วงหน้าไว้ได้ ทั้งเรื่องการฮั้วเลือก ส.ว. การทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น โครงการ TH-AI Passport ซึ่งด้วยเสียงข้างมากของพรรคร่วมรัฐบาลย่อมโหวตผ่านได้ไม่ยาก แม้ล่าสุดรัฐบาลจะใช้เกมการเมืองอาศัยอำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกี่ยวกับฮั้วเลือก ส.ว.ว่า ส.ส.จะยื่นอภิปรายในเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะอำนาจของ ส.ส.กับ ส.ว.แยกส่วนกัน
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลใช้ช่องทางให้ประธานสภาใช้อำนาจตีความเนื้อหาในญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือการทำหน้าที่ประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติที่อาจมีข้อครหาว่าถูกฝ่ายบริหารแทรกแซงการทำหน้าที่ ซึ่งจะส่งผลต่อการตรวจสอบ
ถ่วงดุลของสภาต่อรัฐบาล
ขณะที่รัฐบาลยังต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ ผ่านตัวเลขการเติบโตของจีดีพี ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งปี 2569 อยู่ที่ 2.2% อันมาจากผลกระทบในหลายปัจจัย มีทั้งราคาพลังงงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง การลงทุนภายในประเทศ การส่งออกที่ยังไม่โตเท่าที่ควร ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงยืดเยื้อ และการบริโภคภายในประเทศอ่อนแอ และชะลอตัวลง เป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข
เพราะต้องยอมรับว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ดำเนินการอยู่ ทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ที่ครบกำหนดการดำเนินโครงการในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ยังเป็นไปในรูปแบบการประคับประคองให้มีกำลังซื้อมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศได้ระดับหนึ่ง หากยังไม่มีนโยบายหรือโครงการระดับเมกะโปรเจ็กต์ มากระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในห้วงครึ่งหลังของปี อาจส่งผลต่อตัวเลขการเติบโตของจีดีพี ที่ยังไม่สามารถเกิน 3% ได้
จะทำให้จีดีพีของไทยโตรั้งท้ายในกลุ่มอาเซียน และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น รวมทั้งการแข่งขันของประเทศไทยกับประเทศในกลุ่มอาเซียน
รวมทั้งยังมีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่คลี่คลายและยังต้องเตรียมพร้อมหากมีการปะทะในรอบที่ 3 อันมาจากปัจจัยเพื่อหวังผลสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองของผู้นำกัมพูชา ต่อการเลือกตั้งสมัยหน้า
ส่วนการปิดด่านชายแดนยังคงดำเนินต่อ จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าชายแดน แม้จะมีบางฝ่ายเสนอให้มีการปิดด่านชายแดนเพื่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้บ้าง แต่จะถูกกระแสชาตินิยมออกมาต่อต้านจนทำให้ผู้มีอำนาจไม่กล้าตัดสินใจเปิดด่านชายแดน
จากนี้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องพิสูจน์ผ่านการขับเคลื่อนผลงานที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และพร้อมรับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยปราศจากการแทรกแซง
ทั้งการชี้แจงข้อกล่าวหาผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การเดินหน้าตรวจสอบปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่รัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ตามหลักการการตรวจสอบทุจริต ที่นายกฯประกาศไว้ คือ ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม
จะต้องมีบทสรุปผ่านการตรวจสอบที่จับต้องได้ โดยปราศจากการตัดตอน ช่วยเหลือบุคคลที่มีความใกล้ชิดทั้งฝ่ายข้าราชการประจำและฝ่ายการเมืองของรัฐบาล ไม่ให้เกิดข้อครหาจนส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ในการเดินหน้าบริหารประเทศนับจากนี้

