สมศักดิ์ โต้ แก้ระเบียบคุก เอื้อบุคคล ยันวันพ้นเก้าอี้ รมว.ยธ. ‘เล่าต๋า’เหลือโทษเกือบ 18 ปี
สมศักดิ์ อดีตรมว.ยุติธรรม แจงข้อกล่าวหาออกกฎกระทรวง ระเบียบราชทัณฑ์ เอื้อประโยชน์บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ยืนยันดำเนินการตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ 2560 พร้อมไล่ลำดับพัฒนาการเกณฑ์ผู้ต้องขังสูงอายุ ชี้หลักเกณฑ์อายุ 70 ปีมีมาก่อนเข้ารับตำแหน่ง ย้ำการบริหารโทษช่วงโควิดต้องพิจารณาบริบทเรือนจำควบคู่กัน
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาว่า ในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีการออกกฎกระทรวงและดำเนินการต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว ไม่เป็นความจริง พร้อมแจกแจงข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง
นายสมศักดิ์ ระบุว่า กรณีกฎกระทรวง 2 ฉบับ ได้แก่ กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2564 ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใด แต่เป็นการออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560
โดยมาตรา 76 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กำหนดให้เร่งดำเนินการออกกฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่จำเป็นให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่กฎหมายมีผลใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ รัฐมนตรีต้องรายงานเหตุผลต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ
นายสมศักดิ์ ระบุด้วยว่า เนื้อหาของกฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับ มีหลักการที่สืบเนื่องมาจากมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 และกฎกระทรวงมหาดไทยที่ออกตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 ก่อนนำมาปรับให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 โดยกรมราชทัณฑ์เป็นผู้ร่างและเสนอผ่านคณะกรรมการราชทัณฑ์ ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสาขา รวมถึงอัยการสูงสุด เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และตำรวจ ร่วมพิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ได้เร่งรัดการจัดทำกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ให้แล้วเสร็จตามหน้าที่

นายสมศักดิ์ ยังกล่าวว่า สำหรับหลักเกณฑ์ผู้ต้องขังสูงอายุ โดยเฉพาะผู้มีอายุ 70 ปีขึ้นไป นายสมศักดิ์ชี้แจงว่า มีที่มาจากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในอดีต ไม่ได้เป็นหลักเกณฑ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง โดยการนำอายุและความชราภาพมาเป็นเงื่อนไขประกอบการพิจารณาพระราชทานอภัยโทษมีมานานแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ปี 2530 และมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดในแต่ละช่วงเวลา
ในปี 2553 มีการกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับนักโทษเด็ดขาดที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือมีอายุ 70 ปีขึ้นไป ซึ่งอาจได้รับประโยชน์ถึงขั้นปล่อยตัว หากเข้าเงื่อนไขและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชกฤษฎีกา
ต่อมาในปี 2562 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 ได้เพิ่มหลักเกณฑ์สำหรับนักโทษเด็ดขาดที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป โดยหลังจากได้รับการลดโทษตามหลักเกณฑ์อื่นแล้ว ยังสามารถได้รับการลดโทษเพิ่มเติมอีก 1 ใน 5 ด้วยเหตุแห่งความชราภาพ
ทั้งหมดนี้เป็นลำดับพัฒนาการของหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้สูงอายุก่อนที่ผมจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2566 ว่า ในช่วงดังกล่าวมีการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป 5 วาระสำคัญ ได้แก่ วันที่ 13 สิงหาคม 2563, วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563, วันที่ 15 กรกฎาคม 2564, วันที่ 4 ธันวาคม 2564 และวันที่ 10 สิงหาคม 2565 การพระราชทานอภัยโทษแต่ละครั้งมีขึ้นเนื่องในโอกาสสำคัญหรือโอกาสอันเป็นมงคลตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ขณะเดียวกัน ในมุมการบริหารราชทัณฑ์ การอภัยโทษย่อมส่งผลต่อการบริหารโทษและจำนวนผู้ต้องขัง
นายสมศักดิ์ ยังระบุว่า การพิจารณาการพระราชทานอภัยโทษในช่วงปี 2563-2564 ควรมองบริบทของสถานการณ์โควิด-19 ประกอบด้วย เนื่องจากเรือนจำเป็นพื้นที่ปิด มีผู้ต้องขังอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก และมีปัญหาความแออัดอยู่เดิม ทำให้การควบคุมโรคเป็นเรื่องที่มีความท้าทายสูง นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายในเรือนจำหลายแห่งในช่วงการแพร่ระบาด เช่น เหตุจลาจลและเพลิงไหม้เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2563 และเหตุประท้วง จลาจล และเพลิงไหม้เรือนจำจังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 16-17 ธันวาคม 2564
“หากจะพิจารณาการพระราชทานอภัยโทษในช่วงปี 2563-2564 ก็ควรพิจารณาบริบทในขณะนั้นควบคู่กัน ทั้งเรื่องโควิด-19 ความแออัดในเรือนจำ ปัญหาสาธารณสุข และความตึงเครียดภายในสถานที่ควบคุม” นายสมศักดิ์กล่าว
นายสมศักดิ์ ยังชี้แจง ถึงพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2565 ว่า มีการเพิ่มเงื่อนไขสำคัญเกี่ยวกับระยะเวลาที่นักโทษต้องรับโทษมาแล้ว โดยมาตรา 5 กำหนดให้ผู้ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษต้องรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุด หรือไม่น้อยกว่า 8 ปี แล้วแต่ระยะเวลาใดจะเป็นคุณมากกว่า
สำหรับกรณีของนาย เล่าต๋า ซึ่งถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2559 นายสมศักดิ์ ระบุว่า แม้จะเคยได้รับพระราชทานอภัยโทษ 2 ครั้งในปี 2563 และอีก 2 ครั้งในปี 2564 แต่ ณ วันที่พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 นายเล่าต๋ายังคงเหลือโทษจำคุกอีก 17 ปี 8 เดือน 13 วัน และไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2565
ส่วนการได้รับประโยชน์ในเวลาต่อมา นายสมศักดิ์ เห็นว่า เป็นเรื่องที่กรมราชทัณฑ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบและทบทวนว่า การใช้หลักเกณฑ์ในแต่ละครั้งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย มีความเหมาะสม และได้สัดส่วนกับลักษณะความผิดหรือไม่ โดยเฉพาะคดีร้ายแรงหรือคดีที่สังคมให้ความสนใจ
นายสมศักดิ์ ยังกล่าวถึง ผลงานในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่า กระทรวงยุติธรรมผลักดันกฎหมายสำคัญจนสำเร็จรวม 9 ฉบับ โดยหนึ่งในนั้นคือ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 หรือกฎหมาย JSOC ซึ่งเป็นเครื่องมือในการติดตามและเฝ้าระวังผู้กระทำความผิดร้ายแรงภายหลังพ้นโทษ
กรณี “ไอ้ป๋อง” ซึ่งศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษเป็นเวลา 2 ปี โดยเห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรชี้แจงว่า เหตุใดมาตรการดังกล่าวจึงไม่สามารถป้องกันเหตุที่เกิดขึ้นภายหลังได้
นอกจากนี้ ยังมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งปรับแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเน้นการจัดการนายทุนและเครือข่ายรายใหญ่ การสืบเส้นทางการเงิน รวมถึงการยึดและอายัดทรัพย์สินเพื่อตัดวงจรการค้ายาเสพติด
นายสมศักดิ์ ระบุว่า สถิติการยึดและอายัดทรัพย์สินในช่วงดังกล่าวอยู่ที่ 790 ล้านบาทในปี 2563 เพิ่มเป็น 7,346 ล้านบาทในปี 2564, 11,003 ล้านบาทในปี 2565 และ 21,610 ล้านบาทในปี 2566. นอกจากกฎหมายระดับพระราชบัญญัติแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการเร่งรัดกฎหมายลำดับรอง เพราะหากกฎหมายแม่บทมีผลใช้บังคับ แต่กฎกระทรวงและกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องยังไม่ครบถ้วน ก็อาจทำให้กฎหมายไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงผลงานในช่วงดำรงตำแหน่ง โดยระบุว่า นอกจากการเร่งรัดกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 แล้ว ยังผลักดันกฎหมายสำคัญอื่นๆ อาทิ พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญาบางประเภทในพื้นที่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำทุกกรณีเข้าสู่กระบวนการศาล การดำเนินการดังกล่าวนำไปสู่การจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ปัจจุบันมีมากกว่า 1,400 แห่ง และช่วยลดจำนวนคดีขึ้นโรงขึ้นศาลไม่รู้กี่ 100,000 คดี
นายสมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ขอให้ทุกฝ่ายพิจารณาการทำงานของตนอย่างเป็นธรรม ปัจจุบันยังมีกฎหมายสำคัญอีกหลายฉบับที่มีกฎหมายลำดับรองค้างอยู่ หรือจำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้ครบถ้วน เพื่อให้กฎหมายสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ หน้าที่ของเราต้องออกกฎหมายให้ครบ กฎหมายจะได้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนจะได้ไม่เสียโอกาส
“ผมเข้าไปกระทรวงไหน ผมตั้งใจทำงานเต็มที่ วิจารณ์ผมได้ ตรวจสอบผมได้ และตั้งคำถามกับผมได้เต็มที่ แต่ก่อนจะกล่าวหาว่าใครใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใคร ผมอยากให้ดูข้อเท็จจริงทั้งหมดเสียก่อน เพราะคำกล่าวหาอาจพูดได้ง่าย แต่ข้อเท็จจริง กฎหมาย และลำดับเวลา เปลี่ยนไม่ได้ครับ ผมว่ามันไม่แฟร์ครับ ” นายสมศักดิ์กล่าว



